รีวิว Saucony Freedom ISO 2

SR – สวัสดีครับห่างหายจากการอัพเดทไปนานเลย ก็ยังคงวิ่งอยู่นะครับแต่ไม่ค่อยจะได้โพสเท่าไหร่ สำหรับวันนี้ก็มีรีวิวรองเท้าวิ่งถนนที่จัดได้ว่าเป็นรุ่นท็อปของ Saucony ในปีนี้อย่าง Saucony Freedom ISO 2 มาให้อ่านกันครับ มาลองดูกันครับว่านอกจากจะมีโฟม EVERUN แบบจัดเต็มทั้ง topsole และ midsole แล้ว Freedom ISO 2 นี่ยังจะมีของดีอะไรอีกบ้าง

สำหรับตัวผมนี่จะว่าไปแล้วก็เป็นแฟนคลับของ Saucony Kinvara มาตั้งแต่สมัยเริ่มวิ่งเลยครับ เคยใช้ไล่มาตั้งแต่ Kinvara 3 มา Kinvara 7 แล้วก็มา Kinvara 8 ที่ใช้มาเกือบจะสองปีแล้ว ซึ่งทุกรุ่นของ Kinvara ที่ใช้มาค่อนข้างตอบโจทย์ของการวิ่งของผมได้เป็นอย่างดี (ก็เลยใช้มาเรื่อยทั้งใส่ซ้อมวิ่งทั้งใส่วิ่งจริง) แล้วพอดีว่าช่วงเดือนก่อนทาง Saucony Thailand จะส่งรองเท้ามาให้ทดสอบอีก โดยมีตัวเลือกคือ Kinvara 10 กับ Freedom ISO 2 ผมก็เลยเลือก Freedom ISO 2 เพราะถึงจะเป็นแฟนของ Kinvara แต่ก็อยากจะลองพื้น EVERUN แบบเต็มเท้าดูบ้างว่าจะดีดจะเด้งขนาดไหน

(ซ้าย) พื้น EVERUN แบบเต็ม (ขวา) พื้น EVERUN เฉพาะส่วนบน

ก่อนจะมาดูรองเท้าเรามาว่ากันด้วยเรื่องวัสดุของ midsole กันก่อนเลยครับว่าเจ้า EVERUN นี่มีดียังไง ก็คงต้องเท้าความกันยาวไปในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมาวัสดุที่ฮิตที่สุดจนแทบจะเป็นมาตรฐานในการทำ midsole รองเท้ากีฬาก็คือ EVA foam (Ethylene-Vinyl Acetate) เรียกได้ว่าเกิน 90% ของรองเท้าวิ่งที่วางขายกันอยู่ใช้ midsole ที่เป็น EVA foam ด้วยข้อดีคือ นุ่ม, เบา, รองรับแรงกระแทกได้ดี รองเท้าหลากหลายยี่ห้อก็เลยทำ EVA สูตรของตัวเองออกมากันมากมาย (อย่างของ Saucony เองก็มีพื้น EVA+ ที่ใช้ในรองเท้ารุ่น Kinvara มาจนถึงปัจจุบัน)

พื้น EVERUN ของ Freedom ISO 2

แต่พอสักประมาณ 5 ปีก่อนมีบริษัทเคมีจากเยอรมันชื่อ BASF ได้ทำการเปิดตัวโฟมแบบใหม่ที่เป็น E-TPU foam (Expanded Thermoplastic PolyUrethane) ด้วยชื่อในการตลาดว่า Infinergy ซึ่งมีข้อดีเรื่องการรองรับกระแทก (cushion) และมีการส่งคืนแรง (energy return) ที่สูงกว่า EVA มาก เรียกได้ว่าเป็นวัสดุอนาคตสำหรับรองเท้ากีฬาเลย จนกระทั่งมาถึงปัจจุบันรองเท้าแบรนด์ดังๆ หลายยี่ห้อก็มีการพัฒนาโฟม E-TPU ของตัวเองออกมาทำตลาดกันอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็น Boost ของ Adidas , EGO ของ Altra , NRGY ของ Puma , Hypergel ของ Asics และพระเอกของเรา EVERUN ของ Saucony

สำหรับจุดขายของ EVERUN ที่ Saucony ได้กล่าวไว้ก็มี ทนความร้อน/เย็นได้มากกว่า EVA 3 เท่า, มีความทนทานไม่สึกหรือยุบตัวเสียทรงเมื่อใช้ไปนานๆ ได้ดีกว่า EVA 3 เท่า (หลายท่านอาจเคยเจอ รองเท้าวิ่งที่ใช้ไปเรื่อยๆ แล้วโฟมมันเสียทรงยุบลงไปไม่คืนตัว), มีความยืดหยุ่นที่ดีกว่าด้วยตัวของวัสดุเอง ไม่จำเป็นต้องหล่อเป็นทรงแบบพิเศษเพื่อให้พื้นรองเท้ายืดหยุ่นโค้งงอได้ดีขึ้น และมีการส่งคืนแรงขณะวิ่งได้มากถึง 83%

Material & Design

การออกแบบของ Freedom ISO 2 ก็จะไม่ต่างจากรุ่นแรกมากนัก upper เป็นผ้าถัก (knit) แล้วก็มีการทอไล่สีหลายแบบ แล้วสีรองเท้านี่ก็มีเยอะมากครับ ถ้าเปิดดูในเวบไซท์ของ Saucony Thailand จะเห็นเลยว่า Freedom ISO 2 มีวางขายถึง 21 สี (ชาย 13 สี หญิง 8 สี) เลือกสีกันตาลายเลยครับเยอะจริง

ตัวอย่างสีสันที่เยอะมากของ Freedom ISO 2
ข้อมูลเทคนิคของ Freedom ISO 2

สีที่ผมได้มาคือสี Teal/Black ซึ่งเป็นสีของปี 2019 ครับ ตัว upper ก็เป็นผ้า knit ทอขึ้นรูปไม่มีตะเข็บรอยต่อ แล้วเสริมความแข็งแรงด้วยการใช้ฟิล์มความร้อน FLEXFILM รีดติดเอาไว้ ตัว upper จะมีการทอไล่ความหนาของผ้าด้วย คือตรงช่วง toebox ด้านหน้าเท้าจะทอบางกว่าด้านข้าง เพื่อให้มีความโปร่งและช่วยระบายอากาศได้ดี โดยรวมแล้วถ้าเทียบกับ Kinvara 8 ผ้า knit ของ Freedom ISO 2 จะบางและโปร่งกว่านิดหน่อย ทำให้รู้สึกว่าใส่สบายขึ้น

ผ้า knit ที่ใช้ทำ upper
ผ้า knit ที่ใช้ทำ upper

ตรงรูร้อยสายของรองเท้าจะเป็นแถบซัพพอร์ตด้านข้างที่ Saucony เรียกว่า ISOKNIT ที่จะมีลักษณะเป็นซี่เหมือนกรง ซึ่งเมื่อเรารัดสายรองเท้า ISOKNIT แต่ละแถบจะโอบรัดกับหลังเท้าเพื่อเพิ่มความกระชับขณะสวมใส่ โดยเจ้า ISOKNIT ก็พัฒนาต่อยอดมาจาก ISOFIT แบบเดิมที่เป็นแถบพลาสติก แต่เดี๋ยวนี้เนื่องจากรองเท้าส่วนใหญ่เป็นผ้า knit แล้วก็เลยใช้การทอผ้าเป็นแถบ ISO แล้วเสริมด้วย FLEXFILM แทน

ISOKNIT ของ Freedom ISO 2
ISOKNIT เมื่อมองจากด้านใน
ลิ้นรองเท้าเย็บติดกับ midsole

ในส่วนของลิ้นรองเท้าจะบุฟองน้ำไม่หนามากแล้วก็จะเย็บติดไปกับ midsole เลย เวลาใส่ก็จะให้ความรู้สึกที่กระชับเหมือนกับใส่ถุงเท้า ลิ้นรองเท้าด้านในกับแถบ ISOKNIT ด้านนอกทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี

สำหรับบริเวณ toebox ค่อนข้างกว้างและโปร่งมาก ระบายอากาศได้ดี ผ้า knit ในส่วน upper ที่ทอให้แน่นน้อยกว่าส่วนด้านข้าง ทำให้โดยรวมแล้วโปร่งและระบายอากาศได้ดีมาก (ส่วนตัวแล้วคิดว่าโปร่งกว่าแล้วก็สบายกว่าผ้า knit ของ Kinvara 8)

upper ส่วน toebox โปร่งมาก
ลิ้นรองเท้า
ด้านข้างถึงจะหนา 2 ชั้น (ลิ้นรองเท้า กับ ISOKNIT ด้านนอก) ก็ยังถือว่าโปร่งดีอยู่

สำหรับตะเข็บต่างๆ ด้านในรองเท้าก็เย็บเก็บได้ค่อยข้างดีไม่มีอะไรหลุดลุ่ย สมราคาเป็นตัวท็อปของ Saucony ตัวผ้าซับใน (liner) ของรองเท้าก็ยังคงเป็นผ้า RUNDRY เหมือนเดิม แปลว่าก็ยังคงแห้งเร็วและระบายอากาศได้ดีเหมือนเดิมเช่นกัน

ตัวแผ่นรองด้านในก็จะเป็นแผ่น EVA เหมือนรุ่นอื่นๆ เมื่อถอดออกมาก็จะเห็น topsole ที่เป็น EVERUN ครับ ในรูปด้านล่างจะเห็นว่าตัว topsole จะย้อมเป็นสีเขียวสีเดียวกับแผ่นรอง เพื่อให้สีแตกต่างจากตัว midsole ที่เป็นสีขาว (ตัว topsole นี่จริงๆ แล้วจะติดกาวไว้กับ midsole นะครับ หนาประมาณ 4-5 มม. แต่พอดีว่าผมอยากจะถ่ายรูปให้ดูก็แกะออกมา แหะๆ)

บริเวณส้นด้านใน
แผ่นรองด้านใน (sockliner)
ลองแกะ topsole ออกมาถ่ายรูปตะเข็บ

มาดูในส่วนของ midsole กันต่อครับ แน่นอนว่าเป็น EVERUN แบบเต็มแผ่น มี heel drop 4 mm. (ส้นเท้าหนา 23 mm. ฝ่าเท้าหนา 19 mm.) มีจุดที่ปรับปรุงจากรุ่นแรกอ้างอิงจากเวปไซท์ ตปท. คือ midsole ของ Freedom ISO 2 นี่จะหล่อขึ้นรูปให้โค้งรับกับรูปทรงฝ่าเท้ามากขึ้น (contoured to cradle) ทำให้ใส่สบายขึ้นกว่าเดิมเมื่อต้องวิ่งเป็นระยะวลานานๆ

Note: สำหรับความแตกต่างของส่วนที่เป็น topsole กับ midsole นั้นก็คือ EVERUN ที่เอามาทำ topsole จะมีคุณสมบัติที่นุ่มกว่าเพื่อให้สบายเท้าเวลาที่มีน้ำหนักกดลงไป แต่ EVERUN ที่เป็น midsole นั้นจะมีความเฟิร์มแน่นกว่า เพื่อให้รองรับแรงกระแทกและส่งแรงกลับได้ดีครับ

midsole ด้านข้าง
midsole ด้านข้าง

อีกหนึ่งเรื่องที่ผมชอบของ Freedom ISO 2 ก็คือ outsole ยางใสครับ เหตุผลหลักเลยก็คือเพราะมันสวย 😀 (ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าอะไรก็ตาม จะดูพรีเมี่ยมขึ้นมาทันทีถ้าใช้ยางใสมาทำเป็น outsole) สำหรับตัวยางใสที่ใช้กับ Freedom ISO 2 นี่ทาง Saucony เรียกว่า Tri-Flex Crystal Rubber เป็นวัสดุที่นำมาใช้แทน carbon rubber หรือยางแข็งแบบที่ใช้กันอยู่ทั่วไป

มีคุณสมบัติเด่นก็คือ มีการยึดเกาะดี (traction) และ มีความทนทานสูง (durability) และด้วยความที่ยืดหยุ่น (flexibility) มากกว่ายางแข็งทั่วไป จึงทำให้สามารถออกแบบเพื่อใช้งานได้เป็นแผ่นยาวทั้งฝ่าเท้า โดยที่ไม่สูญเสียความยืดหยุ่นของรองเท้าโดยรวมไป ส่วนลายแพทเทิร์นของ Crystal Rubber นั้นทาง Saucony ก็ได้ออกแบบแพทเทิร์น Tri-Flex สำหรับทำงานร่วมกับ EVERUN แบบเต็มแผ่นโดยเฉพาะ โดยจะช่วยกระจายแรงกดออกไปให้ทั่ว midsole เพื่อเพิ่มความยึดเกาะในระหว่างวิ่ง

outsole ของ Freedom ISO 2
Tri-Flex Crystal Rubber ใสใสวัยรุ่นชอบ
outsole บริเวณฝ่าเท้า

ตรงบริเวณส้นของรองเท้านั้นจะมีการเสริมโครงโพลิเมอร์ (Support Frame) เพื่อช่วยเพิ่มความกระชับบริเวณส้นเท้าระหว่างวิ่ง ตัวรองเท้านั้นจัดว่ามีรีเฟล็กซ์ที่ดีผิดคาดครับ เรียกได้ว่า Kinvara งอได้แค่ไหน Freedom ISO 2 ก็ไปได้แค่นั้นเลย ส่วนเรื่องความปลอดภัยถ้าใส่วิ่งเวลากลางคืนจัดว่าหายห่วงเพราะ Freedom ISO 2 มีแถบสะท้อนแสงรอบคัน ซ้าย, ขวา, หน้า, หลัง มีมาครบครับ

เรื่องน้ำหนักของรองเท้าก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดีครับ เบอร์ 9 US ชาย จะหนักประมาณ 9.1 oz หรือประมาณ 257 กรัม ถือว่าไม่หนักเลยสำหรับรองเท้าที่เป็นพื้น E-TPU แบบเต็มแผ่น เมื่อเทียบกับรุ่นใกล้เคียงกันในท้องตลาด Freedom ISO 2 นี่ก็ถือว่าเบาระดับต้นๆ ของรองเท้ากลุ่มที่ใช้ midsole แบบ E-TPU แบบเต็มแผ่นครับ

Support Frame ที่ส้นรองเท้า
รีเฟล็กซ์สะท้อนแสงรอบตัว
รีเฟล็กซ์ดีผิดคาด

Test Run

ใส่วิ่งวันแรกนี่รู้สึกแปลกๆ ครับ พื้น EVERUN แบบเต็มเท้ามันแบบหนึบๆ แน่นๆ ช่วงแรกที่ใส่วิ่ง พอวิ่งเสร็จแล้วกล้ามเนื้อที่เท้าและขามันเมื่อยในส่วนที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ก็เลยคิดว่าตัวรองเท้าคงมี responsive ตอนวิ่งต่างออกไปจาก Kinvara ที่ผมใช้อยู่ประจำ (ก็แหงล่ะเพราะโฟมที่ใช้มันคนละแบบกัน)

แต่พอปรับจังหวะยกเท้า-ลงเท้าไปนิดหน่อย ปรับเอาตามความรู้สึกที่เท้าตอนวิ่งก็เริ่มจะเข้ากันได้ สามารถใช้จุดเด่นเรื่อง energy return ของ EVERUN ได้ดีขึ้น เวลาวิ่งความเร็วช่วง tempo pace จะรู้สึกได้เลยถึงความเด้งจากแรงส่งของพื้นรองเท้า เรื่อง responsive ถือได้ว่าค่อนข้างดีครับ (แต่จะเป็นคนละแบบกับพวกรองเท้าพื้นบาง) ตัวพื้น EVERUN จะมีลักษณะแน่นๆเฟิร์มๆ หน่อย ไม่ได้นุ่มยวบลงไปเลย ปรับตัวเล็กน้อยก็วิ่งได้ดีล่ะครับ ไม่เมื่อยเท้าแบบพวกรองเท้านุ่มๆ ยวบๆ

หน้ากว้างระดับน้องๆ 2E
ใส่เทียบ Kinvara 8 กับ Freedom ISO 2

เรื่อง toebox ผมบอกได้เลยครับว่าถูกใจคนหน้าเท้ากว้างแน่นอน ปกติแล้ว Kinvara ผมจะใส่เบอร์ US 8.5 มาตลอด แต่พอใส่ Freedom ISO 2 เบอร์ US 8 ปรากฎว่ามันกว้างพอกันเลยครับ ถึงทาง Saucony จะไม่มีค่อยมีรองเท้าไซส์ 2E มาทำตลาดเท่าไหร่ แต่สำหรับ Freedom ISO 2 คู่นี้ ด้วยความกว้างระดับน้องๆ 2E แบบนี้ จัดได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับคนเท้ากว้างครับ แนะนำว่าควรจะไปลองไซส์ที่ร้านก่อนซื้อนะครับ เพราะบางทีอาจจะต้องลดไซส์แบบผม

Freedom ISO 2 ในมุมต่างๆ

Conclusion

หลังจากที่ใส่วิ่งไปประมาณ 65 กม. Freedom ISO 2 เป็นรองเท้าที่ใส่สบายมาก ผ้า knit ในส่วนของ upper สามารถระบายอากาศดีและแห้งค่อนข้างเร็วไม่รู้สึกร้อนหรืออับเท้า ตัวพื้น EVERUN แบบเต็มเท้าวิ่งช่วงแรกอาจจะรู้สึกแปลกๆ แต่พอปรับตัวได้ก็วิ่งดีวิ่งสนุกครับ รอวิ่งได้สัก 80-100 กม. รองเท้าน่าจะ break-in พอดี คงจะใส่วิ่งสบายกว่าเดิม

สำหรับข้อด้อยนั้นสำหรับผมน่าจะเป็นเรื่องเดียว คือ น้ำหนักรองเท้าที่ถึงแม้จะเบาระดับต้นๆ ของรองเท้าแบบเดียวกัน แต่ถ้าไปเทียบกับรุ่นอื่น เช่น Kinvara ก็ยังถือว่าไม่ได้เบามาก (Freedom ISO 2 หนัก 9.1 oz / 257 กรัม ส่วน Kinvara 10 หนัก 7.8 oz / 221 กรัม) แต่ก็ไม่ได้ถือเป็นข้อเสียอะไรมากมาย เพราะพอใส่วิ่งจนเข้าเท้าแล้วก็ชินครับ แค่จะไม่คุ้นช่วงแรกแค่นั้นเอง

โดยรวมแล้ว Freedom ISO 2 เป็นรองเท้าวิ่งที่ดีครบเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นถนนแห้งถนนเปียก ก็สามารถวิ่งได้โดยมีการยึดเกาะที่ดี โฟม EVERUN มีความเด้งรองรับแรงกระแทกได้ดี มีแรงส่งเวลาวิ่งที่ดี ที่สำคัญมีความยืดหยุ่นดีด้วย ไม่ว่าจะเป็นนักวิ่งที่มีการลงเท้าแบบไหน ปลายเท้า, เต็มเท้า, ส้นเท้า ผมว่า Freedom ISO 2 ตอบโจทย์ได้หมด ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งในตัวเลือกที่ดีของรองเท้าวิ่งในท้องตลาดและสมกับที่เป็นรองเท้าวิ่งตัวท็อปของ Saucony ในปีนี้ครับ หากสนใจรายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติมสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ Saucony Thailand ได้ครับ

Pros

  • หน้าเท้าค่อนข้างกว้างมาก
  • ใช้วัสดุและมีการตัดเย็บที่ดี
  • พื้น EVERUN รับแรงกระแทกได้ดี
  • การยึดเกาะถนนดี
  • upper ใส่สบาย, ระบายอากาศดี
  • มีสีให้เลือกเยอะ

Cons

  • หน้ากว้างกว่า Saucony รุ่นอื่น อาจต้องลองไซส์ที่ร้านก่อนซื้อ
  • นักวิ่งที่ชอบรองเท้าเบามาก (ต่ำกว่า 9 oz) อาจไม่คุ้นเวลาใช้งาน
  • ราคาค่อนข้างสูง
Tagged with: , , , , , , , ,

'เมนท์ที่นี่จ้า