Relentless Endurance Race 2015

ช่วงต้นเดือน พ.ย. 2558 ที่ผ่านมา มีงานวิ่งการกุศลเล็กๆ งานหนึ่งที่ผมสนใจมาตั้งแต่ปีก่อน เป็นงานวิ่งทนหรือจะเรียกว่าวิ่งอัลตร้าก็ได้นะครับเพราะว่าวิ่งกันถึง 24 ชม. งานนี้มีชื่อว่า Relentless Endurance Race 2015 ซึ่งจัดงานที่ จ.เชียงใหม่ โดยมีการแบ่งประเภทของการวิ่งเป็นวิ่งนาน 6, 12 และ 24 ชม.

โลโก้ของงาน

หมายเหตุ : รูปที่มีลายน้ำ W เป็นภาพถ่ายของคุณวุท Wut Chalanant ซึ่งเป็นช่างภาพอย่างเป็นทางการของงานนี้ครับ (ขออนุญาตเอามาใช้แล้วนะเอ้อ)

งาน Relentless Endurance Race (หรือเรียกแบบย่อๆ ว่า RER) นี้เป็นงานวิ่งการกุศลจัดโดย Relentless ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรเพื่อดูแลความต้องการด้านสุขภาพของผู้ถูก ทารุณกรรมและใช้ประโยชน์จาการค้ามนุษย์ของประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ทั่วโลก โดยมี race director คือ คุณหมอ Katherine Welch นักวิ่งอัลตร้ามาราธอนแชมป์ 100k solo (ประเภทหญิง) งาน TNF100 Thailand ปี 2015, 2013, 2012 (เป็นแชมป์มาแล้ว 3 ปี)

คุณหมอ Katherine Welch (TNF100 Thailand 2015)

สถานที่จัดงานก็คือที่ห้วยตึงเฒ่า จ.เชียงใหม่ ใครวิ่งได้ระยะมากสุดในแต่ละประเภทก็ได้รางวัลไปตามลำดับ ส่วนสาเหตุที่ผมเลือกที่จะไปวิ่งงานนี้อย่างแรกคือปีที่แล้วเห็นพี่ป๊อกกับพี่จุ๋งไปวิ่งแล้วรู้สึกสนใจ อย่างที่สองก็คืออยากจะลองทดสอบดูว่าถ้าจะต้องวิ่ง 100K ผมจะใช้เวลาเท่าไหร่ เพื่อที่จะเป็นการชิมลางและใช้คาดการณ์การซ้อมสำหรับ TNF100 Thailand 2016 ที่ผมลงสมัครระยะ 100K solo เอาไว้ครับ (รู้สึกว่าวิ่งเกินตัวเหมือนกันแฮะ)

หลังจากสมัครแล้วก็มีการตั้ง group chat ของเพื่อนๆ ที่จะไปวิ่งงานนี้ด้วยกันขึ้นมา แล้วกอล์ฟหรือที่ใครๆ เรียกว่าโปรกอล์ฟซึ่งทำหน้าที่เหมือนเป็นผู้จัดการทีมกลายๆ ก็มาคุยกับผมว่าถ้าตั้งเป้าว่าจะวิ่งกันให้ได้ 100K น่าจะทำเสื้อ 100K Finisher ด้วยนะ เพราะงานนี้เป็นงานการกุศลไม่มีเสื้อวิ่งจบให้อยู่แล้ว ก็เลยออกแบบแล้วก็สั่งทำเสื้อขึ้นมาก่อนวันที่จะไปวิ่ง มีโลโก้ของ 4 กลุ่มที่มาวิ่งด้วยกันแปะไว้ข้างหลังอย่างสวยงาม

แนะนำตัวละคร

ในวันงาน 7-8 พ.ย. 58 มีการตั้งเต็นท์ใหญ่เป็นจุดอำนวยการที่บริเวณที่จอดรถของสำนักงานท่องเที่ยวห้วยตึงเฒ่าเพื่อเป็นจุด checkpoint และวางของสำหรับนักวิ่ง สำหรับคนที่ต้องการนอนพักที่นี่สามารถเช่าเต็นท์ (หรือนำเต็นท์มาเองแล้วจ่ายค่าธรรมเนียม) จากสำนักงานของห้วยตึงเฒ่าได้ โดยรวมแล้วก็บรรยากาศก็สงบๆ ชิลๆ น่าวิ่งดีครับ

การเตรียมตัววิ่งงานนี้้ก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรมากมาย เพราะตอนนี้เป็นช่วงซ้อมตามตารางมาราธอนอยู่ (เพื่อไปวิ่ง SCMS 2015 ในเดือนถัดไป) ผมเคยวิ่งไกลสุดแค่ 50K พอจะมาวิ่งงานนี้ก็คิดแล้วคิดอีกว่าจะวิ่งยังไงดี เพราะรู้ตัวว่าขาอ่อนถ้าออกแรงเยอะไปตั้งแต่ตอนต้นจะไม่มีแรงวิ่งถึง 100K แหงๆ ก็เลยตั้งใจว่าใช้การวิ่งแบบ run-walk ตลอดทาง (แต่ตอนหลังๆ กลายเป็น walk อย่างเดียวซะงั้น) ส่วนรองเท้าวิ่งที่จะใช้ผมก็เอาไป 2 คู่คือ Altra Paradigm 1.5 เป็นรองเท้าคู่หลักกับ Newton Gravity 4 เป็นรองเท้าสำรอง กะว่าถ้าใส่ Paradigm แล้วเริ่มเมื่อยเท้าก็จะเปลี่ยนเป็น Gravity สลับกันไป

เอารองเท้าไปสองคู่สำหรับงานนี้

พอเวลา 13:00 น. มี briefing ก่อนแข่งโดยคุณหมอ Katherine ซึ่งก็จะพูดเกี่ยวกับคำแนะนำให้การวิ่งงานนี้, แนะนำสตาฟของงาน แล้วก็บอกว่างานนี้คิดระยะรอบละ 3.6 กม. (เสียใจ…ปกติมาวิ่ง GPS จับระยะได้รอบละ 3.7 กม.) ดังนั้นระยะทางที่วิ่งได้ก็คือจำนวนรอบคูณกับ 3.6 กม. (นับระยะเป็นรอบเหมือนงานอัลตร้า 10 ชม.) ถ้าผมจะวิ่งให้ได้ 100K ก็คือต้องวิ่งอย่างน้อย 28 รอบห้วยตึงเฒ่าภายใน 24 ชม. -*-

บรีฟก่อนปล่อยตัว

เต็นท์วางของสำหรับนักวิ่ง

พอบรีฟเสร็จก็เริ่มวิ่งกันตอน 14:00 น. ของวันเสาร์ที่ 7 พ.ย. แล้วก็วิ่งกันไปเรื่อยๆ จนถึง 14:00 น. ของวันอาทิตย์ที่ 8 พ.ย. รวมแล้วก็ 24 ชั่วโมงพอดี ช่วงปล่อยตัวตอนบ่ายสองแดดก็แรงพอสมควรครับแต่ก็พอวิ่งได้ ช่วง 10K แรกนี่ผมวิ่งกุ๊กกิ๊กคู่กันไปกับ ฮุย พ่อหนุ่ม VFF จากกลุ่มรองเท้าหาย  วิ่งกันไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยหยุดเดินเท่าไหร่ พอวิ่งครบรอบนึงก็แวะหาของกินแล้วออกวิ่งต่อ ที่จุด checkpoint นี่จะมีอาหารเตรียมไว้ให้ทานตลอดการวิ่งครับ หลักๆ ก็จะมีกล้วยน้ำว้าผ่าครึ่ง, แตงโม, ถั่ว, คุกกี้, ส้ม, ขนมปังทาแยม/เนยถั่ว, ขนมขาไก่, มันฝรั่งทอด, น้ำดื่ม/เกลือแร่ ซึ่งจะมีมาเติมเรื่อยๆ ตลอดการวิ่ง

ปล่อยตัวตอน 14:00 น.

เรื่องการกินนี่เป็นจุดอ่อนหนึ่งของผมเลย เพราะที่ผ่านมาเวลาวิ่งเทรล 50K ผมมักจะทานน้อย ก็เลยมักจะหมดแรงช่วง 10K สุดท้ายเป็นประจำ ก่อนมางานนี้ก็เลยคุยปรึกษาเรื่องการกินกับพี่จุ๋งกับพี่ตึ๋ง (อัลตร้าสวนรถไฟ) ได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งคือเวลาวิ่งอัลตร้าให้กินก่อนที่จะหิว เพราะถ้าเริ่มหิวแสดงว่าร่างกายเริ่มขาดพลังงานแล้ว และก็ให้พยายามหัดทานอาหารประเภท real food ในระหว่างวิ่ง เพราะถ้าทานแต่เจลมากๆ บางคนอาจจะมีอาการคลื่นไส้และอาเจียน (nausea and vomiting) หรือที่เรียกกันว่าอาการกระเพาะไม่รับอาหารได้

คู่หู walking dead

วิวระหว่างวิ่ง

วิวระหว่างวิ่ง

ช่วงที่วิ่งแต่ละรอบผมจะแวะทาน กล้วยครึ่งลูก + แตงโมหนึ่งชิ้น + ดื่มน้ำ ทุกรอบ ซึ่งก็โอเคนะครับ พอวิ่งได้ทุก 2-3 ชม. ก็มีกินขนมปังเพิ่มไปอีกหน่อย เรื่องอาหารนี่จัดว่าอุดมสมบูรณ์มากเลยแถมตรงจุดวางของของกลุ่มผมมีอาหารอย่างอื่นที่เพื่อนๆ เอามาด้วย เช่น ข้าวเหนียวหมูทอด, ไส้อั่ว, ซีเรียลบาร์ และ เค้กเนยสด โดยเฉพาะเค้กเนยสดของพี่หน่อย กลุ่มรองเท้าหาย นี่อร่อยเฟร่อครับ ผมแอบทานไปหลายชิ้นเลย อิอิ

อาหารที่จุด checkpoint

อาหารที่เอามากันเอง

วิ่งไปประมาณ 4 ชั่วโมงผมก็แวะทานมาม่าครับ เข้าใจเลยว่าทำไมนักวิ่งอัลตร้าถึงอยากให้ผู้จัดงานเตรียมมาม่าไว้ให้ทานระหว่างวิ่งด้วย แบบว่าทานแล้วมันอร่อยแล้วก็รู้สึกมีแรงกว่าทานแต่เจลกับผลไม้เยอะเลย พอเริ่มเย็นนี่กลุ่มที่มาด้วยกันก็เริ่มต่างคนต่างวิ่งตามแผนของตัวเองแล้ว บางคนก็วิ่งต่อไป บางคนก็นอนพัก บางคนก็นั่งคุยกับเพื่อน ก็ว่ากันไป ส่วนผมตั้งใจไว้ว่าจะวิ่งๆ เดินๆ ไปเรื่อยๆ ไม่นอน เพราะกลัวนอนแล้วไม่ตื่นเดี๋ยวทำระยะไม่ได้ตามเป้า 😀

วิวระหว่างวิ่ง

พอมืดร้านอาหารรอบห้วยก็เริ่มปิดร้านคราวนี้ก็จะเหลือแต่นักวิ่งล่ะครับ ใส่ headlamp แล้วก็วิ่งกันต่อ รอบห้วยตึงเฒ่านี่หมาแมวเยอะมาก แต่ก็ไม่ได้ดุอะไรนะครับนั่งนอนกันตามทางเฉยๆ ช่วงประมาณ 3 ทุ่มกว่าผมก็วิ่งได้ 50K ล่ะใช้เวลาไป 7:45 ชม. ถือว่าเวลาค่อนข้างดีกว่าที่คิด เพราะกลุ่มเพื่อนที่มาด้วยกันถึงจะตั้งเป้าไว้กันไว้ว่าวิ่ง 100K ใน 24 ชม. แต่เป้าหมายจริงๆ คือ 100K ใน 18 ชม. ซึ่งเป็นเวลา cut-off ของ TNF100 Thailand นั่นเอง

ตอนได้ครึ่งทาง

จากเวลาตอนนี้ต้องวิ่งอีก 50K ภายในเวลา 10:15 ชม. (ถ้าคิดจะจบใน 18 ชม.) ดูแล้วค่อนข้างเป็นไปได้เลย (ตอนนั้นรู้สึกดีใจเป็นบ้า) พอคำนวนเวลาเสร็จแล้วก็วิ่งต่อไปด้วยพลังใจเต็มเปี่ยม แต่ก็ดีใจได้แค่ช่วงแรกเพราะพอวิ่งได้ประมาณ 53-54K ปรากฎว่าหมดแรงก้าวขาไม่ออก ทำได้แค่เดินอย่างเดียว ผมคิดว่าคงมาถึงกำแพงแล้วเพราะระยะที่เคยวิ่งไกลสุดก็ประมาณ 50K หน่อยๆ ร่างกายก็เลยจะทนได้แค่นั้น ตอนนี้ก็เลยเดินอย่างเดียวคิดว่าเดี๋ยวพอมีแรงแล้วค่อยวิ่งต่อก็ได้ เรียกว่าเป็นการวิ่งแล้วชนกำแพงครั้งแรกในรอบเกือบสองปีเลย ครั้งล่าสุดที่ชนกำแพงคือตอนวิ่งฮาล์ฟแรกเมื่อสองปีก่อน

Race Director ก็มาร่วมวิ่งด้วย

เดินไปเรื่อยๆ จนถึง 5 ทุ่มได้ระยะตอนนั้นก็ประมาณ 58K แล้วยังไม่มีแรงวิ่งสักที (ทุกรอบผมแวะกินกล้วย+แตงโมตลอด) ก็เลยหยุดหาอะไรหนักๆ ทานเติมพลังอีกรอบ ช่วงดึกนี่จะมีทั้งมาม่าและโจ๊กให้ทานครับ ตอนช่วงเข้า checkpoint เจ้าหน้าที่จะถามตลอดว่าจะทานอะไรมั้ย มาม่ามั้ย น่ารักมากมาย ว่าแล้วผมก็จัดมาม่าไปอีกถ้วยดื่มน้ำแล้วก็ออกไปวิ่งต่อ พอตกดึกนี่นักวิ่งเริ่มน้อยลงไปอีกเพราะมีบางคนไปนอนพัก ผมออกตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปวิ่งสลับเดินไปเรื่อยๆ (เน้นเดิน) ก็ต้องยอมรับสภาพ ณ ตอนนี้ล่ะครับว่าอาจจะต้องเดินอย่างนี้ไปจนครบ 100K

ช่วงค่ำ (งานนี้รูปสวยเพียบเลย)

ประมาณเที่ยงคืนมีเพื่อนนักวิ่งที่วิ่งจบ 100 Miles Thailand แวะมาเยือนกันหลายคน บางคนก็มาลองวิ่งด้วยกันรอบสองรอบ (แบบว่าเพิ่งวิ่งจบ 160K มาแล้วก็มาวิ่งคลายกรดต่อเลยที่ห้วยตึงเฒ่า…นี่มันขั้นเทพชัดๆ) ส่วนตัวผมก็ยังคงเดินด๊อกแด๊กไปเรื่อยๆ จนประมาณตี 2 ตอนนี้มองหน้ามองหลังเริ่มไม่เห็นนักวิ่งคนอื่นล่ะครับ มองไปข้างหน้ามีตาหมาแมวสะท้อนแสงจาก headlamp เป็นช่วงๆ บางทีเงยหน้ามาเจอก็มีตกใจเหมือนกันอยู่เป็นฝูงเลย -*-

ช่วงตี 1 ตี 2 นี่เป็นช่วงสงัดเลยครับวิ่งฝ่าความมืดไปคนเดียว แถมตอนวิ่งผมมักจะได้ยินเสียงเหมือนมีคนวิ่งอยู่ข้างหลังแต่พอหันไปแล้วไม่มีใคร วิ่งรอบนึงได้ยินอยู่ 2-3 ครั้งหันกลับไปดูก็ไม่เจอใครรู้สึกสยิวชอบกล แต่ก็ไม่ได้รู้สึกกลัวผีอะไรนะครับ ลองวิเคราะห์ดูแล้วคิดว่าความรู้สึกพวกนี้มันน่าจะมาจากความอ่อนล้าของร่างกายมากกว่า เพราะวิ่งมาแล้ว 70K แถมง่วงนอนอีกต่างหาก ประสาทสัมผัสของร่างกายก็อาจจะมีอาการอ่อนล้ากันได้บ้างอะไรบ้าง

เจ้าหน้าที่ timing มีสองคนสลับกันตลอด 24 ชม.

แต่ว่าถึงจะเป็นผีมาวิ่งตามผมจริงผมก็ไม่สนใจนะ เพราะว่าผีไม่มีทางที่จะทำให้ผมหยุดวิ่งแน่นอน สิ่งที่จะทำให้ผมวิ่งไม่ได้ 100K คือผมถอดใจเองเท่านั้น ตอนนี้แรงขาที่จะวิ่งก็แทบจะไม่มีแล้วทำได้แค่เดินอย่างเดียว ถ้ามามัวแต่กลัวผีอีกก็ไม่ต้องทำอะไรกันพอดี (แบบว่าไม่สนใจอะไรทั้งนั้นในใจคิดอย่างเดียวว่าต้องให้ได้ 100K ทำเสื้อมาแล้ว !!!) ว่าแล้วก็เดินต่อไปจนถึงประมาณตี 3 รู้สึกง่วงมากขึ้นก็เลยแวะงีบที่ checkpoint ประมาณ 30 นาที

ตื่นมามีแรงขึ้นนิดหน่อยพอวิ่งได้ช้าๆ ก็เลยวิ่งสลับเดินไปเรื่อยๆ บรรยากาศก็ยังคงเงียบสงัดไร้ผู้คนเช่นเคย อ้อ…มีเจ้าหน้าที่อยู่ที่จุด checkpoint ตลอดคืนนะครับ (อาหารก็มีตลอดคืนเช่นกัน) แล้วก็มีเจ้าหน้าที่คอยขับรถวนดูนักวิ่งรอบห้วยด้วยเป็นช่วงๆ ผมวิ่งไปได้สักพักก็หมดแรงอีกเลยกลับมาเดินยาวอีกครั้ง

อาสาสมัครช่วงดึก

ประมาณตี 5 ซึ่งเป็นรอบที่ 22 ของผม ถ้าจบรอบนี้ก็จะได้ระยะ 80K ^^ ผมเริ่มมีอาการหลับกลางอากาศซึ่งไม่เคยเป็นมาก่อนเลยในชีวิตนี้ ประมาณว่าเดินอยู่แล้ววูบรู้สึกตัวอีกทีย้ายมาอยู่ข้างหน้าแล้วเหมือนวาร์ปมา (ประมาณ 3-4 เมตร) เป็นอยู่ 2-3 ครั้ง ก็เลยคิดว่าอาการไม่ดีล่ะ คงจะถึงขีดจำกัดของร่างกายแล้วจริงๆ วาร์ปบนถนนไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าวาร์ปตกลงไปในห้วยนี่ซวยแน่ -*- ก็พยายามถ่างตาเดินไปครบรอบ พอเข้า checkpoint ปุ๊บผมก็เดินตรงไปที่บ้านพักเลย (พี่ป๊อกจองบ้านพักเอาไว้แล้วไม่ได้มา วิ่งกลุ่มเพื่อนมาที่วิ่งกันก็เลยขอเช่าต่อ ขอขอบคุณพี่ป๊อกอีกครั้งครับ)

รอบนี้นอนไป 1 ชม. ตื่นมาตอน 6 โมงกว่ารู้สึกสดชื่นขึ้นมาก สำรวจร่างกายกายแล้วไม่ค่อยมีปัญหาอะไรเท่าไหร่ยกเว้นต้นขาขวา (quad) ที่ค่อนข้างตึงมากจนเริ่มลามมาถึงข้างเข่า ดูสภาพแล้วจบงานนี้มีบาดเจ็บแน่นอน ก็เลยขอยืดเหยียดนิดหน่อยก่อนออกไปวิ่งต่อ ดูเวลาแล้วคิดว่าพลาดเป้า 18 ชม. แน่นอนเพราะเหลือระยะอีก 20K ถ้าจะจบภายใน 18 ชม. ก็ต้องวิ่งให้ได้ภายใน 1:30 ชม. เหอะ !! ตอนฟิตเต็มที่ยังทำไม่ได้เลยครับ ผมก็เลยออกเดินสลับวิ่งไปเรื่อยๆ เหมือนเดิมแบบไม่รีบ (เพราะถึงรีบมันก็เร็วได้แค่นี้แหละ) โดยมั่นใจว่าวันนี้จบ 100K แน่นอนแต่เวลาเท่าไหร่ไม่รู้…

เส้นทางวิ่ง

เดินได้ถึงรอบที่ 25 เจอกับพี่หน่อยและฮุยกลางทางได้เพื่อนเดินล่ะ ก็เลยเดินด้วยกันไปสักพักแล้วพี่หน่อยก็วิ่งออกตัวไป (บอกว่าเวลาเดินแล้วปวดเท้าแต่ถ้าวิ่งจะไม่ค่อยปวด แหม…) เหลือผมกับฮุยฟรุ้งฟริ้งกันต่อสองคนด้วยสภาพโทรมพอกันทั้งคู่ ผมขาไม่มีแรงส่วนฮุยข้อเท้าบวม เดินกัน walking dead ด้วยกันไปเรื่อยๆ จนผมครบ 28 รอบ (101K) ตอนเกือบ 11 โมงใช้เวลาไป 22 ชม. (วิ่ง/เดิน 20:30 ชม. + นอน 1:30 ชม.) นั่นแหละครับ 100K แรกในชีวิตของผม เข้า checkpoint ปุ๊บก็ถอด chip คืนปั๊บไม่มีแรงไปต่อแล้ว 😀 ส่วนฮุยน่าจะเหลืออีกประมาณ 2-3 รอบก็เดินต่อไปจนครบ 100K เหมือนกัน

ฮุยเข้า checkpoint (น่าจะได้ 100K แล้ว)

ช่วงตอนเช้าวันอาทิตย์นี้ทางผู้จัดงานได้เตรียมนักกายภาพบำบัดมาช่วยซ่อมร่างให้นักวิ่งด้วยครับ วิ่งจบผมก็นั่งทานมาม่าต่อคิวนักกายภาพ พอถึงคิวก็ได้ยืดกล้ามเนื้อแล้วก็ประคบน้ำแข็งช่วยได้เยอะเลย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงบาดเจ็บอยู่ดี 😀 ข้างขวามีอาการ quad ตึงแถมเจ็บข้างเข่าผสมโรงด้วยอีกต่างหาก พอประคบน้ำแข็งเสร็จก็เดินไปบ้านพักเพื่ออาบน้ อาบเสร็จก็แอบกิน Arcoxia ของฮุยไปเม็ดนึง แล้วก็เดินกะเผลกขึ้นรถกลับไปพักต่อบ้านเพื่อนที่เชียงใหม่โดยลืมรับเหรียญที่ระลึก -*- แต่คุณหมอแคทเธอรีนก็ส่งไปรษณีย์ตามหลังมาให้ที่กรุงเทพฯ Race Director งานนี้น่ารักจัง 🙂

ประคบน้ำแข็งหลังวิ่ง

หลังจากวิ่งจบงานนี้ผมได้อะไรเยอะมาก วิ่งชนกำแพงครั้งแรกในรอบสองปี บาดเจ็บจากการวิ่งครั้งแรกในรอบปี รวมถึงได้เข้าใจความหมายจริงๆ ของประโยค mind over matter หรือ mind over body ในการวิ่งอัลตร้า เพราะหลายครั้งที่ผมอ่านเจอประโยคนี้ในเฟซบุคกรุ๊ปหรือในบทความแล้วผมว่าผมเข้าใจ แต่ความจริงแล้วคือผมแค่คิดว่าไปเองว่าผมเข้าใจ โดยที่ผมยังไม่เคยไปถึงจุดตรงนั้นจริงๆ

ประคบน้ำแข็งหลังวิ่ง

พอวิ่งจบ 50K ผ่านมา 3 ครั้ง แล้วก็ 100K อีกครั้ง ผมไม่ได้มีเจตนาจะพูดโอ้อวดหรืออะไรนะครับแต่สำหรับตัวผมนั้นจากระยะ 42K ไป 50K ซึ่งเป็นระยะเริ่มของอัลตร้ามาราธอนซึ่งผมเคยคิดว่าเป็นการวิ่งที่ใช้ใจเยอะมากแล้ว มาเจอระยะจาก 50K ไป 100K ซึ่งเป็นระยะอัลตร้ามาราธอนยอดนิยม ความหนักหน่วงมันแทบจะคนละเรื่องกันเลยครับ ยิ่งช่วงปลายสักหลัง 70-80K เป็นต้นไปช่วงนี้สำหรับมือใหม่จะเริ่มเหนื่อยล้ามาก ถ้าพลังใจไม่แข็งแรงมีเลิกกันได้ง่ายๆ เลยครับ

เหรียญที่ระลึกที่ส่งมาให้ทีหลัง

ก่อนหน้านี้ตอนที่ผมวิ่ง 50K พอวิ่งไปไปสัก 34-35K ซึ่งเป็นช่วงเริ่มหมดแรงยังพูดปลุกใจตัวเองได้ “เฮ้ย! อีกไม่กี่กิโลวิ่งอีกหน่อยก็ได้ระยะมาราธอนแล้ว” พอวิ่งเกินมาราธอนไปก็คิดอีกว่า “เฮ้ย! ผ่านระยะมาราธอนมาแล้วอีกนิดก็ 50 กิโลล่ะ” ยังสามารถปรับความคิดจูงใจให้เราสู้ต่อประมาณนี้ได้ แต่พอมาวิ่ง 100K หลังจากปลุกใจจนวิ่งผ่าน 50K มาได้แล้วจังหวะเหนื่อยๆ เลยอารมณ์มันจะประมาณ “ผ่านมาได้ครึ่งทางแล้วสู้หน่อยเว้ยเหลืออีก 50K เอง… WTF!! อะไรว๊า…อีกตั้ง 50K โคตรไกลเลยยยยย” ครึ่งหลังนี่แหละทำผมเข้าใจเลย mind over body มันคืออะไร คิดอย่างเดียวว่าต้องไม่หยุดและต้องพาร่างไปต่อให้ครบ 100K ให้ได้

รวมภาพคนเห่อเสื้อ

ภาพรวมของงานนี้ถึงจะดูเป็นงานเล็กๆ แต่ผมว่าจัดได้ดีนะครับ อาหารและน้ำดื่มมีไม่ขาด เส้นทางวิ่งรอบห้วยก็ค่อนข้างโอเค อากาศก็ดี (แต่เสียที่แดดเชียงใหม่แรงไปหน่อย) อาสาสมัครที่มาช่วยงานก็ดูแลเอาใจใส่นักวิ่งได้ดี โดยส่วนตัวคิดว่าถ้าใครอยากลอง 100K ครั้งแรกประมาณแบบ Flatland Ultra งานนี้เหมาะมากครับ ได้ชิมลางระยะ 100K ก่อนจะไปจัดหนักกันในแบบ Ultra-Trail ถ้าปีหน้าไม่ติดธุระอะไรผมคิดว่าจะไปงานนี้อีกแน่นอนครับ

ช่วงขอบคุณพิเศษ

คนแรกที่ผมอยากจะขอบคุณคือคุณหมอกัมเพื่อนผมที่อุตส่าห์มาเชียงใหม่เป็นเพื่อนกัน (ทั้งที่ทำงานอยู่ภาคใต้) ช่วยขับรถรับส่งแล้วก็ให้พักที่บ้าน แถมยังทำอาหารให้ทานอีกต่างหาก ไว้ปีหน้าจะลากเอ้ยชวนมาอีกรอบนะครับ

คุณหมอกัม กับ lamb ribs แสนอร่อย

คนต่อมาคือโปรกอล์ฟน้องชาย 100K Finisher หมาดๆ จากงาน DS100 (ได้ข่าวว่าตอนนี้มีแต้ม ITRA เต็มมือไปหมด) ให้ผมไปพักด้วยในคืนแรกและช่วยพาไปทานข้าวแถมพาไปส่งที่ห้วยตึงเฒ่าอีกต่างหาก ถึงจะป่วยจนวิ่งไม่ได้ 100K ในงานนี้แต่ก็มาค่อยเชียร์กลุ่มเพื่อนที่มาด้วยกันตลอดสมกับเป็นผู้จัดการทีมจำเป็น นอกจากนี้กอล์ฟยังฝากมาบอกพี่น้องทุกท่านว่าไม่ได้เป็นขวัญใจสาวๆ โปรดอย่าเข้าใจกอล์ฟผิด ที่สำคัญคือตอนนี้กอล์ฟโสดครับ

โปรกอล์ฟ

Pros

  • มีอาหารและน้ำดื่มให้ทานตลอด 24 ชม.
  • เจ้าหน้าที่อาสาสมัครบริการดี
  • อากาศดีวิ่งสบาย
  • เหมาะมากกับการเป็นสนามวิ่ง 100K ครั้งแรก

Cons

  • วิ่งวนเป็นรอบนักวิ่งบางคนอาจไม่ชอบ
Tagged with: , , , , , , , , , ,

'เมนท์ที่นี่จ้า