รีวิว Newton Gravity 4

SR  วันนี้มีรองเท้าจาก Newton Running มารีวิวให้อ่านกันครับ ถ้าจะพูดถึงรองเท้า Newton ก่อนหน้านี้สัก 2-3 ปี Newton เป็นที่รู้จักในหมู่นักวิ่งชาวไทยอยู่ในวงจำกัด ส่วนใหญ่ก็จะสั่งของหิ้วมาใช้กัน (ผมก็เป็นคนหนึ่งที่อยากใช้แต่ยังไม่มีโอกาส) ถึงในเมืองไทยจะไม่ดังมากแต่ในต่างประเทศนั้น Newton เป็นรองเท้าอีกหนึ่งแบรนด์ที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงโดยเฉพาะในหมู่นักไตรกีฬาครับ และในตอนนี้เมืองไทยมีตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วครับ หาซื้อหาลองกันได้สะดวกขึ้นมากกว่าเดิม เรามาดูกันว่า Newton Gravity 4 ที่ถือเป็นรุ่นดังของ Newton นั้นมีดียังไง

โลโก้ Newton Running

แบรนด์รองเท้า Newton Running ก่อตั้งโดย Jerry Lee นักวิ่งมาราธอนและนักไตรกีฬา (จบระยะ ironman มาแล้ว) กับ Danny Abshire นักวิ่งอัลตร้ามาราธอนและโค้ชวิ่ง สำหรับตัว Danny นั้นเป็นผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการวิ่งที่ค่อนข้างดังเล่มหนึ่งด้วยครับคือหนังสือ Natural Running ซึ่งหลายคนอาจเคยอ่านมาแล้ว เนื้อหาในหนังสือนี้ก็จะสอดคล้องปรัชญาการวิ่งของ Newton Running คือเน้นการวิ่งแบบธรรมชาติครับ

สองผู้ก่อตั้ง Newton Running

หนังสือ Natural Running ของ Danny Abshire

คำว่า Newton ที่ใช้เป็นชื่อแบรนด์นั้นก็มาจากชื่อของ Sir Isaac Newton คนที่แอปเปิ้ลตกใส่หัวนั่นแหละครับ เพราะรองเท้าของนิวตันจะมีจุดเด่นอยู่ที่ระบบ P.O.P อันเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ Newton Running เจ้าระบบ P.O.P นี้ใช้หลักการ action = reaction ซึ่งก็มาจากกฎข้อที่ 3 ของนิวตั้นนั่นเอง (กฎการเคลื่อนที่ข้อที่ 3 ของนิวตั้น คือ แรงจะเกิดขึ้นเป็นคู่เสมอมีขนาดเท่ากันแต่ทิศทางตรงกันข้ามเรียกว่าแรงกิริยาและแรงปฎิกิริยา ตอนเรียนมัธยมก็คงได้ผ่านตากันมาบ้างนะครับ)

Newton Gravity 4

มาดูที่รองเท้ากันดีกว่า Newton Gravity IV สำหรับทดสอบคู่นี้ผมได้รับมาจาก Newton Running Thailand ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยครับ เจ้า Newton Gravity นี่ทำตลาดมาเป็นรุ่นที่ 4 แล้ว จัดเป็นรองเท้าที่อยู่ในกลุ่ม Speed/Mileage (ก็คือเป็นตัวท้อปของนิวตันนั่นแหละครับ ประมาณว่าใส่วิ่งเร็วก็ได้ใส่วิ่งไกลก็ดี) วัสดุและการตัดเย็บนั้นอยู่ในระดับที่ดีเลยทีเดียว upper เป็นผ้า mesh 2 ชั้นค่อนข้างนุ่มและยืดหยุ่นได้ดี เรื่องการระบายอากาศก็ทำได้ดี อาจจะไม่ได้ดีเท่ารองเท้าที่ upper เป็นผ้า mesh ชั้นเดียวแต่ก็ยังถือว่าระบายอากาศได้อยู่ในเกณฑ์ดี ระหว่างวิ่งไม่ค่อยรู้สึกอับในรองเท้ามากนักครับ

ผ้า mesh ที่ใช้ทำ upper

โลโก้ด้านข้างช่วยสะท้อนแสงตอนกลางคืนได้ด้วย

นอกจากนั้นยังมีการเสริมความแข็งแรงของ upper ด้วยหนังเทียมสีเงินบริเวณ toe guard กับรูร้อยสายรองเท้า ซึ่งแถบหนังเทียมนี้จะทำหน้าที่เป็น reflect ช่วยสะท้อนแสงเวลาวิ่งกลางคืนด้วย บริเวณลิ้นรองเท้าก็จะเป็นหนังเทียมสีเงินเช่นกัน โดยจะเป็นหนังเทียมบางๆ ไม่ได้เสริมฟองน้ำแบบรุ่นก่อนหน้า (บางคนที่ใช้ Gravity 3 มาก่อนจะไม่ค่อยชอบลิ้นรองเท้าของรุ่น 4 เท่าไหร่นัก) ตะเข็บด้านในรองเท้าเย็บได้ดีครับค่อนข้างเนี๊ยบเลย ส่วน toe box นี่ถึงจะไม่ได้กว้างมากแต่ก็ถือว่าใช้ได้อยู่  (upper ขยายได้อีกเล็กน้อย) เท้าผมกว้าง 2E ก็ใส่ได้ไม่รู้สึกรัดมากมายอะไร

รูร้อยสายและลิ้นรองเท้าสะท้อนแสงได้มั้งหมด

ลิ้นรองเท้าหนังเทียมแบบบาง

ลองเทียบดูกับเท้า

ตรงส่วนส้นรองเท้ามีการเสริมความแข็งแรงด้วยแผ่นพลาสติกบริเวณ heel cup แล้วก็มีแถบสะท้อนแสงขนาดใหญ่ติดอยู่ด้านนอก บริเวณขอบรองเท้าด้านในเสริมฟองน้ำไม่หนามาก แต่ก็ยังถือว่านุ่มอยู่นะครับผมใส่วิ่งมา 100 กว่ากิโลแล้วไม่มีเคยเจอปัญหารองเท้ากัดตรงส้นแต่อย่างใด

ตะเข็บด้านใน

ฟองน้ำส่วนส้น

ส้นรองเท้าด้านนอก

การสะท้อนแสงไฟในที่มืด

ถ้านับรองเท้าวิ่งที่ผมได้รีวิวมาจนถึงตอนนี้ (น่าจะประมาณ 8-9 คู่) รูปแบบของ midsole แต่ละแบรนด์ที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปนั้น ส่วนใหญ่คอนเซปจะคล้ายกันคือใช้ EVA foam มารองรับแรงกระแทกเป็นหลัก (cushion) แต่สำหรับระบบ P.O.P ของ Newton จะต่างออกไปเพราะขณะใส่วิ่งจะรู้สึกถึงแรงส่งได้ค่อนข้างชัดครับ (จะต่างกับรองเท้า racing flat ที่พื้นบางนะครับ กลุ่มนี้จะใช้แรงส่งจากพื้นเหมือนพวกรองเท้า minimalist)

แผ่นรองด้านใน

ปุ่มนูน Pre-metatarsal met pad

การทำงานของระบบ P.O.P นั้นออกแบบกันมาตั้งแต่แผ่นรองพื้นเลยครับ แผ่นรองพื้นของ Newton ก็จะเป็น EVA foam เหมือนกับแผ่นรองทั่วไป ผ่านกรรมวิธี anti-bacterial เพื่อลดการเกิดกลิ่นอับ แต่จะมีข้อแตกต่างจากแผ่นรองของแบรนด์อื่นที่ตรงกลางจะมีปุ่มนูนขึ้นมาเรียกว่า Pre-metatarsal met pad ซึ่งเจ้าปุ่มนี้จะทำหน้าที่เพิ่มแรงกดที่กลางฝ่าเท้าให้กระดูกฝ่าเท้า (metatarsal) กางออกเล็กน้อย เพื่อเพิ่มความมั่นคงในการวิ่งและให้สัมพันธ์ไปกับระบบ P.O.P ที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าอีกที

ระบบ P.O.P ของ Newton

ส่วน midsole ของรองเท้านั้นทำจาก EVA foam ที่ค่อนข้างนุ่มแต่เฟิร์มรองรับแรงได้ดี (Newton เรียกโฟมของตัวเองว่า High-rebound EVA) บริเวณส้นจะมีตัวเลขบอก heel drop ของรองเท้ารุ่นนั่นๆ เอาไว้ด้วย (Gravity 4 นี้จะมี heel drop 3 mm.) ที่ midsole ตรงบริเวณฝ่าเท้าด้านบนจะหล่อโฟมเป็นช่องเว้าเข้าไป 5 ช่อง (4 ช่องในรองเท้า Newton รุ่นเก่า) แล้วปิดทับด้วยยางผสมความยืดหยุ่นสูง (Rubber Membrane , เป็นแผ่นยางที่เป็นลิขสิทธิ์ของ Newton) กลายเป็นช่องอากาศอยู่ใต้ฝ่าเท้า (air-pressure chambers)

midsole มีบอก heel drop ของรองเท้า

flexibility ค่อนข้างดี

สำหรับ outsole ก็จะเป็นยางแข็ง (Carbon Rubber) ติดไว้บริเวณจุดต่างๆ ของพื้นรองเท้าที่สึกได้ง่าย (ปลายเท้า, ฝ่าเท้า, ส้นเท้า) และจะมี lug พิเศษติดอยู่เป็นแนวบนแผ่นยาง rubber membrane ซึ่งแต่ละอันก็จะติดไว้อยู่เหนือช่องอากาศแต่ละช่องรวมกันเป็นระบบ P.O.P ซึ่งย่อมาจาก Point of Power (จุดกำเนิดแรง) ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 3 แบบคือ

  • P.O.P 1 – มีช่องอากาศใหญ่ที่สุด เวลาวิ่งจะให้แรงส่งได้มาก ใช้ในรองเท้าในกลุ่ม Speed/Mileage ที่เหมาะกับการวิ่งเน้นความเร็ว เช่น Gravity, Motion, Distance
  • P.O.P 2 – มี lug ที่เรียวขึ้นและมีช่องอากาศเล็กกว่า ให้แรงส่งน้อยกว่า P.O.P 1 แต่เวลาวิ่งจะนุ่มนวลขึ้น ส่วนใหญ่จะใช้ในรองเท้า trainer เช่น Kismet, Fate
  • P.O.P 3 – ไม่มีช่องอากาศจะเป็น lug ติดอยู่บน EVA foam มีแรงส่งน้อยที่สุดแต่ก็ให้ความรู้สึกนุ่มนวลในเวลาวิ่งมากที่สุดด้วย ใช้กับรองเท้า trainer เช่น Energy, Aha

ระบบ P.O.P. แบบต่างๆ

outsole บริเวณส้นรองเท้าจะหล่อโฟมเป็นรูเว้าเข้าไปเหมือนถ้วยแล้วรองพื้นด้วยยางผสมแบบเดียวกับที่ใช้ทำ P.O.P ตรงส่วนนี้ Newton บอกว่าจะช่วยให้เกิดแรงส่งแบบ action-reaction สำหรับคนที่วิ่งลงส้น (แต่ผมลองวิ่งลงส้นดูแล้วมันก็ไม่ค่อยเด้งเท่าไหร่นะ ออกแนวรองรับแรงกระแทกซะมากกว่า)

ส่วน outsole ของรองเท้า

ตอนผมได้ Gravity 4 มาใส่วันแรกเลยจะรู้สึกนูนๆ ตรง P.O.P ใต้ฝ่าเท้าไม่ค่อยคุ้นเท่าไหร่ (คล้ายๆ กับตอนใส่ Skechers ครั้งแรกแล้วมันนูนๆ ตรงกลางเท้านั่นแหละครับแต่พอใส่ไปสักพักก็ชิน) วันแรกแค่ใส่เดินก็เมื่อยเท้าแล้ว 😀 รู้เลยได้เลยว่าคงต้องปรับตัวกันสักพัก หากได้มีโอกาสอ่านหนังสือ Natural Running ของ Danny Abshire จะเห็นว่าฟอร์มการวิ่งแบบธรรมชาตินั้นจะเป็นการวิ่งที่มีลงเท้าแบบ midfoot นะครับ ดูตัวอย่างได้ในวิดิโอด้านล่างนี้

ดังนั้นถึงแม้ว่ารองเท้าของ Newton จะออกแบบมาให้ใส่ได้ในทุกฟอร์มการวิ่ง ไม่ว่าจะเป็น forefoot , midfoot หรือ heel strike (ลงเท้าแบบ หน้าเท้า, เต็มเท้า หรือ ลงส้น) แต่การที่เราจะใช้ประโยชน์จากระบบ P.O.P ได้อย่างสูงสุดนั้นจะเป็นการวิ่งแบบ midfoot/forefoot ครับ ตัวผมนั้นวิ่งแบบ midfoot อยู่แล้วก็เลยไม่ต้องปรับตัวอะไรมากนักในเรื่องของฟอร์มการวิ่ง

แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นคนที่วิ่งแบบ midfoot/forefoot อยู่แล้ว ถ้าไม่เคยใช้รองเท้าของ Newton มาก่อนเลยก็ยังต้องมีเรื่องที่ต้องปรับตัวอีกอย่าง จากที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้นเกี่ยวกับระบบ P.O.P ว่าใช้หลักการ action = reaction เวลาเราลงเท้า lug ที่พื้นรองเท้าจะยุบลงไปในช่อง air-pressure chambers พอเราเริ่มยกเท้าเพื่อก้าวต่อไป แผ่นยางก็จะเด้งออกเพื่อเพิ่มแรงส่งในการวิ่งวนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งทาง Newton บอกว่าการทำงานของระบบ P.O.P นั้นออกแบบโดยจำลองรูปแบบมาจากการทำงานแบบ elastic recoil ของกล้ามเนื้อและเอ็นนั่นเองครับ

การทำงานของ P.O.P

การที่มีแรงส่งเพิ่มขึ้นมามากขึ้นก็หมายความว่าจะมีแรงมาโหลดกล้ามเนื้อเรามากกว่าปกติด้วยเช่นกัน ใน 2-3 ครั้งแรกที่ผมใส่ Gravity วิ่งจะรู้สึกได้เลยว่าเมื่อยมาก (นี่ขนาดผมวิ่งเท้าเปล่าด้วยแล้วก็วิ่ง midfoot อยู่แล้วนะ) เมื่อยไล่มาตั้งแต่ฝ่าเท้า (ball of foot) ไปจนถึงน่องเลย ช่วงแรกเลยใส่วิ่ง easy run สั้นๆ อย่างเดียว แต่สักพักพอเริ่มปรับตัวได้ก็ใส่วิ่งได้ในระยะที่ไกลขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับ P.O.P. 1 นั้นมีเหตุผลอยู่ครับว่าทำไมถึงใช้ในรองเท้ากลุ่ม race หรือ speed ของ Newton กล่าวคือถ้าเราวิ่งช้าจะไม่ค่อยรู้สึกถึงแรงส่งที่ได้จาก P.O.P มากเท่าไรนัก แรงส่งของ P.O.P นั้นจะรู้สึกได้ชัดในช่วงที่วิ่งเร็ว ยกตัวอย่างเช่น เวลาผมวิ่ง easy run ด้วยความเร็วสัก pace 7:00-7:30 จะไม่ค่อยรู้สึกถึงแรงส่งครับรู้สึกแค่ว่ามันนุ่มๆ แต่ถ้าวิ่ง tempo run เร็วประมาณ pace 5:30-6:00 จะรู้สึกได้เลยว่า P.O.P มันเด้งแล้วช่วยเพิ่มแรงส่งขณะวิ่งได้ดี

การวิ่งบนถนน : วิ่งบนถนนนี่ Garvity 4 ทำได้ดีเลยครับ เวลาวิ่งบนถนนแห้งจะรู้สึกได้ว่าเกาะถนนค่อนข้างดี ตัวรองเท้าก็ไม่ค่อยอับและแห้งเร็วพอสมควร สวมใส่สบาย midsole นุ่มแบบพอดีๆ มี P.O.P ที่ใต้ฝ่าเท้าช่วยเพิ่มแรงส่งได้ดี (ตอนวิ่งเร็ว) มีปัญหาลื่นบ้างเหมือนกันเวลาเจอถนนเปียกแต่ก็ยังพอทรงตัวได้อยู่ ข้อดีอีกอย่างก็คือ outsole สึกค่อนข้างช้า ผมลองใส่วิ่งไป 120k สึกไปนิดเดียว น่าจะใช้กันได้ยาวๆ เลยครับสำหรับเจ้า Gravity 4 คู่นี้

การวิ่งทางเทรล : ผมลองใส่ Gravity วิ่งแค่ city run ซึ่งก็ถือว่าวิ่งได้โอเคอยู่นะครับไม่มีปัญหาอะไร คิดว่าหากจะเอาไปวิ่งเทรลที่เป็น light trail ทางดินทั่วไป ไม่มีหินเยอะ ไม่ขรุขระมาก ก็น่าพอได้อยู่ แต่ถ้าเป็นเทรลแบบ technical trail ที่เป็นทางหินโหดๆ คงไม่ค่อยเหมาะครับ เวลาวิ่งสะดุดหินแรงๆ อาจจะทำให้ตัว lug ที่อยู่ใต้รองเท้าตรง P.O.P สึกเร็วหรือฉีกหลุดออกมาได้

ถ้าลองดูรุ่น BOCO ซึ่งเป็นรองเท้าสำหรับวิ่งเทรลโดยเฉพาะของ Newton จะเห็นว่า outsole ไม่ได้ใช้ระบบ P.O.P ครับ เป็นแค่ lug ยางแข็งธรรมดาติดอยู่บน midsole เท่านั้นเอง ดังนั้นถ้าอยากวิ่งเทรลผมว่าใช้รองเท้าเทรลโดยเฉพาะน่าจะดีกว่า

outsole หลังใส่วิ่งไป 120 กม.

หลังจากที่ได้ลองใช้มาสักพักผมคิดว่า Newton Gravity 4 นี่ถือว่าเป็นรองเท้าวิ่งถนนที่ดีอันดับต้นๆ ในท้องตลาดตอนนี้เลยนะครับ ทั้งวัสดุหรือการตัดเย็บรวมไปถึงน้ำหนักที่เบา เรื่องน้ำหนักนี่ถ้าเทียบกับรูปทรงของรองเท้าแล้วถือว่าค่อนข้างเบานะครับ ถ้าเราดูข้อมูลจากใน official website รองเท้าเบอร์ 9 หนึ่งข้าง Gravity 4 หนัก 8.1 oz (230 กรัม) เทียบกับ Skechers GO run 4 ที่เด่นมากในเรื่องความเบามีน้ำหนักอยู่ที่ 7.8 oz (221 กรัม) จะเห็นว่าต่างกันแค่นิดเดียวครับ

สิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับตัวผมนอกจากเรื่องเมื่อยฝ่าเท้าในช่วงแรกก็ไม่มีอะไรอย่างอื่นนะครับ แต่จากที่ได้อ่านคอมเมนต์ในเวบไซท์ต่างประเทศและได้คุยกับนักวิ่งบางท่านที่ใช้ Gravity 4 บางครั้งอาจเจอปัญหาลิ้นรองเท้าที่เป็นแผ่นหนังบางนั้นเสียดสีข้อเท้าด้านหน้าเวลาที่วิ่งแล้วไม่ใส่ถุงเท้าหรือใส่ถุงเท้าแบบขอบต่ำ (no show socks) ปัญหานี้ผมคิดว่าน่าจะขึ้นกับรูปทรงของเท้าแต่ละคนด้วยเพราะผมก็ใส่ถุงเท้าแบบ no show แต่ไม่เคยเจอปัญหาอะไรกับลิ้นรองเท้าเลย ยังไงก็ถือว่าเป็นข้อสังเกตอย่างหนึ่งก็แล้วกันครับ (ถ้าใครเจอปัญหานี้แนะนำให้ใส่ถุงเท้าแบบเหนือตาตุ่มแทนครับ)

การออกแบบของรองเท้าโดยรวมทำได้ดีครับ ถึงรูปทรงรองเท้าจะเป็นแบบ traditional แต่การที่มี heel drop ต่ำทำให้เอื้อต่อการวิ่งแบบ midfoot/forefoot ระบบ P.O.P ก็ทำหน้าที่ได้ดีเวลาวิ่งเร็ว หลายคนอาจจะไม่คุ้นหรือไม่ชอบความรู้สึกนูนๆ ใต้ฝ่าเท้าของ P.O.P ยิ่งวิ่งยิ่งเมื่อย แต่ถ้าลองอดทนสักหน่อยฝึกใส่วิ่งจนคุ้น สักพักพวกแผ่นยางของ P.O.P มันจะเริ่มนิ่มขึ้นแล้วก็จะทำให้วิ่งได้นุ่มนวลขึ้นกว่าเดิม ใส่ไปลงรายการวิ่งเผลอๆ อาจจะได้ PB ติดไม้ติดมือกลับมาด้วยก็ได้นะครับ

หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรองเท้าของ Newton สามารถติดต่อสอบถามกับ Newton Running Thailand ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทยได้เลยครับ

Gravity 4 ในมุมต่างๆ

Pros

  • การออกแบบเอื้อกับการวิ่งแบบ midfoot/forefoot
  • ใช้วัสดุและมีการตัดเย็บที่ดี
  • น้ำหนักเบา
  • เหมาะมากกับการวิ่งเร็ว (ระบบ P.O.P)
  • ระบายอากาศดี

Cons

  • ถ้าวิ่งลงส้น (heel strike) จะใช้ประโยชน์จาก P.O.P ได้น้อย
  • อาจต้องมีการปรับตัวในช่วงแรก
  • ไม่ค่อยเกาะเวลาเจอถนนเปียก
  • จะดีมากถ้ามี toe box กว้างกว่านี้

Tagged with: , , , , , , , , ,
2 comments on “รีวิว Newton Gravity 4
  1. สุดยอดเลยค่ะ ให้ความรู้ดีมากค่ะ

  2. เชษฐา จิตสุเมธ says:

    PB. คือไรครับ

'เมนท์ที่นี่จ้า