Bangkok Marathon 2014 (Aui & Mac)

Bangkok Marathon 2014 (Aui & Mac)

กรุงเทพมาราธอนนี่เป็นมาราธอนแรกของหลายๆ คนเลยนะครับ สำหรับโพสต์นี้เพื่อนของผมคือคุณอุ้ยซึ่งเริ่มวิ่งมาพร้อมๆ กันก็ลงมาราธอนแรกเช่นกัน แต่หนุ่มคนนี้ไม่ธรรมดาตรงที่พาน้องแม็กซึ่งเป็นผู้พิการทางสายตามาวิ่งมาราธอนแรกด้วยกันครับ ลองมาอ่านประสบการณ์วิ่งมาราธอนแรกของอุ้ยและน้องแม็กกันดูนะครับ

กรุงเทพมาราธอน 2014

จบไปแล้ว BKK Marathon กับการวิ่งมาราธอนครั้งแรกของผม และครั้งนี้ผมวิ่งโดยการพาเด็กตาบอดวิ่งไปด้วยกัน (ซึ่งมาราธอนครั้งแรกด้วยกันทั้งคู่ ทั้งเด็กตาบอดและตัวผม) จุดเริ่มต้นของความมันเริ่มจากตรงนี้ครับ

บทนำ

ผมชื่ออุ้ยครับเป็นพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เมื่อหลายปีก่อนผมได้รับทุนให้เป็นอาจารย์พิเศษรุ่นแรกของ โครงการสนับสนุนและส่งเสริมการเรียนการสอบ วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนตาบอด จากทาง NECTEC และวิทยาลัยราชสุดา ซึ่งมีนักเรียนในความดูแลของผมทั้งหมด 2 รุ่น รุ่นละ 2 คน (สอนรุ่นละ 3 ปี) ซึ่งหนึ่งในนั้น เป็นเด็กนักเรียนที่ผมชวนมาวิ่งมาราธอนกับผมในครั้งนี้ นายศิลปสิทธิ์ ศรีวิชา หรือน้องแม็ก นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ตั้งแต่ผมได้สอนจนน้องสอบเข้ามาหาวิทยาลัยแล้ว ผมกับน้องก็ไม่ค่อยได้ติดต่อกันเนื่องจากน้องไปอยู่หอในที่ ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จนวันหนึ่งลูกศิษย์ผมรุ่นแรกที่เรียนธรรมศาสตร์ เข้ารับปริญญาผมจึงได้เจอกับน้องแม็กและได้ชักชวนกันมาวิ่ง ซึ่งน้องบอกผมว่าอย่างลองวิ่งมาราธอนสักครั้ง ผมไม่รอช้าลงสมัครวิ่งรายการกรุงเทพมาราธอนซึ่งมาราธอนแรกของผมคู่กับน้องแม็กทันที

การฝึกซ้อม

เราเริ่มโปรแกรมซ้อมกันช้าไปหน่อย โดยเริ่มตอนกลางเดือนสิงหาคม (หลังวันแม่) ซึ่งเหลือเวลา 12 สัปดาห์เท่านั้น (ตัวเองยังเอาตัวเองไม่รอดเลย นี่เอาเด็กตาบอดมาวิ่งด้วย) ผมเริ่มจากดูต้นทุนน้องก่อนว่าวิ่งได้แค่ไหน ผมขนเสื้อผ้า รองเท้า อุปกรณ์การวิ่งทุกอย่าง ที่มีมาให้น้องที่ธรรมศาสตร์รังสิต โดยเราใช้สนามฟุตบอลหลังหอพักนักศึกษาเป็นที่ฝึกซ้อม

ซ้อมวิ่งที่ ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

การซ้อมครั้งแรกวิ่งพวกเราวิ่งโดยวิธีการให้น้องจับแขนผมวิ่งกันไป สรุปวันนั้นวิ่งได้ 8K น้องแทบตาย เพราะท่าวิ่งของน้องยังลงเท้าหนักอยู่ จึงทำให้เจ็บเข่าอยู่บ้าง (สรุปพักไป 1 สัปดาห์) พอสัปดาห์ที่ 2 ผมเน้นการเปลี่ยนท่าวิ่งให้น้องให้วิ่งตามธรรมชาติของสรีระของตัวน้องเอง อาทิตย์นี้ก็วิ่งไป 10K (มีความหวังอีกนิด) ถึงจะวิ่งช้าแต่เราเน้นวิ่งนาน

จากนั้นก็เริ่มเข้าโปรแกรมซ้อม 10 สัปดาห์ โดยให้น้องซ้อมเองในวันธรรมดา อาทิตย์ละ 4 วัน วันอังคาร 5K วันพุธ 10K วันศุกร์ 8K วันที่ไม่ได้ซ้อมน้องจะไปว่ายน้ำแทนเพราะก่อนจะมาวิ่งน้องออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำอยู่แล้ว ก็จะค่อนข้างครบมีทั้งฝึกวิ่งและครอสเทรนนิ่ง

ซ้อมวิ่งที่สวนรถไฟ

วันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันวิ่งยาวผมจะไปวิ่งกับน้องแม็กด้วยตลอดเพื่อฝึกความคุ้นเคย ซึ่งช่วงแรกเราใช้ผ้าขนหนูจับและจุงกันวิ่งแต่มันไม่เวิร์คเลย จนสุดท้ายมาจบที่ผ้า Elastic ที่น้องใช้พันเข่าตอนวิ่งครั้งแรกๆ มาจับแทนอันนี้เวิร์คมากเพราะมันยืดหยุ่นได้ ซ้อมวิ่งกันจนถึงสัปดาห์สุดท้าย ปรากฎว่าเราซ้อมวิ่งยาวได้ไกลสุดแค่ 28K เท่านั้นครับ ไม่ฟิตด้วยกันทั้งคู่ (วันวิ่งจริงก็คงต้องแล้วแต่บุญแต่กรรมที่สร้างร่วมกันมา แต่ยังไงผมก็ยังมั่นใจลึกๆ ว่าจะวิ่งได้จนจบมาราธอน)

วันวิ่งจริง

ผมเตรียมทุกอย่างให้น้องแม็ก ทั้งเรื่องเครื่องแต่งกายเสื่อผ้าหน้าผม ผมกับทีมงาน Onnut Runners ถ่ายรูปก่อนปล่อยตัวตามธรรมเนียม เพราะแผนการวางไว้ที่ 6 ชม.30 นาที และการวิ่งครั้งนี้เพื่อนผมอีกคนชื่อคุณเฟียตจะวิ่งประคองไปด้วยกับผมและน้อง ซึ่งก็จะออกตัวกันช้าหน่อยจะได้วิ่งสบายๆ ไม่ไปเกะกะนักวิ่งท่านอื่น

ถ่ายรูปหมู่ก่อนวิ่งเพราะหลังวิ่งน่าจะกลับไม่พร้อมกัน

พอเริ่มวิ่งตอนตีสอง ช่วง 10 K แรก วิ่งได้ตามแผนที่ว่างไว้ 1 ชม. 30 นาที พอดีครับ แต่พอเริ่มเข้ากี่โลที่ 12 เฟียตมีอาการหน้ามืดก็เลยบอกให้พวกผมกับน้องวิ่งไปกันก่อน ผมกับน้องวิ่งจนถึงจุดกลับตัว กม.15 ก็แวะเข้าห้องน้ำเสียเวลาไปนิดหน่อย

หลังจากนั้นระหว่างทางเราได้พี่ตุ้ยเป็นกระต่ายนำทางให้เรา วิ่งเกาะกันไปเรื่อยๆ ไม่มีเหงาเลยครับ นอกจากจะมีพี่ตุ้ยแล้วพี่ตะคริวก็มาแวะมาเป็นระยะๆ ความเร็วเราตกลงไปตามช่วงเวลาตะคริวที่มาแวะเวียนมา (ซ้อมมาน้อยก็ไม่แปลกอยู่แล้วครับที่จะเป็นตะคริว อันนี้คิดไว้แล้วอยู่ในแผน)

พี่ตุ้ย (คนซ้ายสุด)

ผมใช้วิธีเดินสลับวิ่งไปเรื่อยๆ จนเจอมวลมหานักวิ่ง 10K ที่จุดกลับตัว ผมกันน้องต้องเดินชิดริมซ้ายสุดเพราะวิ่งไม่ได้คนเยอะเหลือเกิน บางคนไม่รู้ก็วิ่งมาชนเลยก็มี จนถึง กม.28 บริเวณสะพานพระราม 8 ผมบอกน้องว่าเราต้องวิ่งแล้วเพราะมีตากล้องสุดหล่อนั่งรอเราอยู่ อิอิ (ขอบคุณโปรตุ้ม Shutter Running ครับ)

แรงฮึดบนสะพานพระราม 8 (ขอบคุณ Shutter Running ครับ)

พอลงจากสะพานถึงทางแยกที่ต้องแยกตัวกับ นักวิ่ง 10K พวกผมก็รู้สึกโดดเดี่ยวมากเพราะแทบไม่มีคนวิ่งแล้ว ทางจารจรก็ถูกเปิดออก จุดให้น้ำก็ไม่มี T_T พวกเราต้องวิ่งบนทางเท้าแทน (ช่วงนี้วิ่งยากสุดๆ เพราะต้นไม้เยอะแถมไอ้คนพาวิ่งก็สายตาสั้น ) คราวนี้ใช้ผ้า Elastic ดึงไม่ได้ล่ะเพราะระยะมันจะห่างกันเกินไป จึงใช้วิธีเกาะแขนกันไปแทน (ช่วงนี้มีหลงนิดหน่อยครับไม่รู้ป้ายบอกทางมันหายไปไหนหมด ขอบคุณหลายๆ ท่านที่คอยบอกทางให้ผมกับน้องนะครับ)

แรงฮึดอีกครั้งหน้า UN (ขอบคุณ Shutter Running ครับ)

จนผมวิ่งมาจุดเช็คพอยต์ กม.34 ผมเริ่มถอดใจว่าจะไม่วิ่งแล้ว เพราะเวลาตอนนั้นก็ 7 โมง 50 นาทีแล้ว (วิ่งไป 5 ชม. 50 นาที) กับระยะทางที่ยังเหลืออีก 8K แต่น้องแม็กบอกผมว่า “พี่อุ้ยผมอยากได้เสื้อ Finisher ครับพี่” ซึ่งพอผมได้ยินประโยคนี้แล้วก็ของขึ้นเลยครับ ถ้าผมไม่วิ่งน้องจะไม่ได้เสื้อ Finisher ผมก็เลยกัดฟัน วิ่งๆ เดินๆ ต่อไปจนมาเจอโปรรุจน์ ที่หน้า UN พอเห็นกล้องเท่านั้นแรงกลับมาอีกแล้ว เย้!!!

ผมวิ่งต่อมาจนถึงถนนพระอาทิตย์ ผมกับน้องพากันลากร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงไปข้างหน้าเรื่อยๆ จนมีเจ้าหน้าที่จัดการแข่งขันมาถามว่าขึ้นรถไหมผมบอกว่า “ขอให้ผมได้ถึงเส้นชัยเถอะ” อีกไม่ถึง 3 กิโลผมก็จะถึงเส้นชัยแล้ว ผมก้มลงมองดูนาฬิกาที่บอกว่าผมวิ่งไปแล้ว 6 ชม. 51 นาที กับระยะทาง 39.45 K แล้วนาฬิกา Garmin ผมก็ดับไป (ไหนบอกว่าแบ็ตอยู่ได้ 8 ชม. ฟระ)

ถึงนาฬิกาของผมจะดับไปแล้วแต่แรงใจของพวกเราทั้งสองคนยังไม่ดับครับ ผมกับน้องเดินต่อจนเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 7 ชม. 12 นาที ผมบอกตัวเองว่าผมได้พาน้องมาเอาเสื้อ Finisher ได้แล้วครับ 42.195 กม. มันเป็นอะไรที่สุดยอดจริงๆ (แต่มาราธอนครั้งหน้าขอทำเวลาให้ดีขึ้นกว่านี้สักหน่อยครับ อยากเข้าเส้นชัยตอนเค้ายังไม่เก็บเสื่อดูบ้าง 555)

My Precious !! เสื้อ Finisher ของผม
ถ่ายคู่กับพี่ป๊อก ไอดอลของผมครับ

ขอบคุณเพื่อนๆ ทุกท่านที่ให้กำลังใจผมกับน้องระหว่างทางและขอบคุณที่ติดตามอ่านประสบการณ์ของผมนะครับ 🙂

Tagged with: , , , , , , ,

7 Comments on “Bangkok Marathon 2014 (Aui & Mac)

    • อุ้ยบอกว่ามีอีกแน่นอนครับพี่ตุ้ย

  1. สวดยอดเรยค่ะ…
    จากอดีตพนักงานบริษัทแห่งสอง

    • สวดยอดๆๆๆๆๆๆ มาก จากอดีตพนักงานบริษัท

  2. มาเม้นให้กำลังใจครับ…แบบนี้เรียกว่าเป็นนักวิ่งมาราธอนที่จิตใจดีมากครับ

'เมนท์ที่นี่จ้า