Bangkok Marathon 2014

Bangkok Marathon 2014

หากนับถึงวันนี้ผมก็เริ่มวิ่งมาประมาณ 2 ปีแล้วครับ และก็เป็นความตั้งใจตั้งแต่ตอนงานกรุงเทพมาราธอนปีก่อนว่า ไม่ว่าผมจะพร้อมหรือไม่พร้อมสำหรับการวิ่งมาราธอน แต่งานกรุงเทพมาราธอน 2557 นี้จะเป็นงานที่ผมวิ่งมาราธอนแรกครับ ฉะนั้นปีนี้ตอนสมัครก็เลยไม่ได้คิดอะไรมาจ่ายเงินเลือกลงระยะมาราธอน 42.195 กม. โดยทันทีเลยครับ

ปกติตารางซ้อมมาราธอนจะเป็นตาราง 16 สัปดาห์ ถ้านับจากวันที่ 16 พ.ย. ซึ่งเป็นวันงานกรุงเทพมาราธอน ผมต้องเริ่มซ้อมตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค. แต่ช่วงนั้นผมไปร่วมวิ่ง Nike Run Lunar กับทีมไส้อ่อนกองรองเท้าหาย แล้วก็มีวิ่งงานบางกอกโพสต์กับวันแม่ ก็เลยหายไปเกือบหนึ่งเดือนเหลือเวลาซ้อมตามตาราง 12 สัปดาห์ ซึ่งผมซ้อมตามตาราง Run Less, Run Faster ซึ่งได้ข้อมูลมาจากเฟซบุ๊คกรุ๊ป Run 4 Many Reasons 2014 Running / Training Program ที่พี่ย้ง(กล้วยหอม เรื่องวิ่งเรื่องกล้วย) สร้างไว้สำหรับแนะนำการฝึกซ้อมวิ่งมาราธอน มีประโยชน์มากๆ เลยครับ

ตัวอย่างตารางซ้อม Run Less, Run Faster
ลองประมาณเวลาที่เวบไซท์ Runner’s World UK

ผมซ้อมตามตารางมาเรื่อยๆ ซ้อมบ้างอู้บ้างจนมาถึงช่วงสัปดาห์ที่ 4 กับ 3 ช่วงนั้นงานค่อนข้างเยอะแล้วมีเจ็บ ITBS นิดหน่อยก็เลยหยุด หยุดไปหยุดมาไม่ได้วิ่งไป 2 สัปดาห์ มาวิ่งอีกทีก็ช่วง taper แล้ว ขาดซ้อมวิ่งยาว 32K ไป 2 ครั้ง ทำให้ผมได้ซ้อมวิ่งยาวไกลสุดแค่ 24K เท่านั้นเองครับ ลองคำนวนจากเวบ runnersworld.co.uk เทียบจากเวลาฮาล์ฟ 2:16 ชม. เวลาประมาณของมาราธอนที่ผมควรจะทำได้คือ 4:43 ชม. แต่ดูจากการซ้อมแล้วอนาคตคงมืดมนเหลือเกินเลยตั้งเป้าไว้ 5:30 ชม. แทน (จริงๆ ขอแค่เข้าเส้นชัยไม่ DNF ก็ดีแล้วครับ ขี้เกียจซ้อมขนาดนี้ -“-)

ซื้อ GO run 2 มาอีกคู่เพื่อมาราธอนนี้โดยเฉพาะ

คราวนี้มาเรื่องรองเท้าบ้างครับ รองเท้าผมเกือบทั้งหมดมีแต่รองเท้า minimalist ซึ่งผมคิดว่าเท้าผมยังไม่น่าจะไหวถึงระยะมาราธอน(ใส่ซ้อมวิ่งเกิน 25K รู้สึกจะเริ่มปวดเท้า) เลยคิดว่าจะใส่ Skechers GO run 2 นี่แหละวิ่งงานนี้ แต่คู่ที่มีอยู่ก็สภาพไม่ค่อยไหวแล้วใส่วิ่งมา 500K+ พื้นเริ่มยวบ แต่โชคดีว่ามีงาน Sports Mall Expo จัดอยู่ที่เดอะมอลล์บางกะปิพอดี ผมเลยแวะไปเดินเรื่อยเปื่อยส่องดูรองเท้าวิ่ง เจอ Skechers GO run 2 ลด 50% อยู่พอดีก็เลยซื้อมาอีกคู่ ใช้รองเท้ายี่ห้อเดิมรุ่นเดิมจะได้ไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก(ที่สำคัญคือถูก ^^)

บรรยากาศก่อนปล่อยตัวนักวิ่งมาราธอน

ช่วงก่อนวิ่งผมก็ไม่ได้โหลดคาร์บ(แป้ง)มากเป็นพิเศษครับ ปกติผมจะทานวันละ 4-5 มื้ออยู่แล้ว เป็นมื้อหลัก 3 แล้วก็มื้อเล็กอีก 2 (ส่วนใหญ่จะเป็นแซนวิชกับนมถั่วเหลือง) จะคุมก็แค่เรื่องงดของหวานและน้ำตาลครับ (เพื่อเลี่ยงเรื่องการหดเกร็งได้ง่ายของกล้ามเนื้อ) ส่วนเรื่องการพักผ่อนเนื่องจากงานนี้ปล่อยตัวกันตอนตี 2 ดังนั้นวันศุกร์-เสาร์ผมเลยพยายามนอนให้ได้มากที่สุดครับ ตอนวันเสาร์นอนไป 7 ชั่วโมงแล้วต้องไปงานแต่งงานเพื่อนตอนเที่ยง กลับมาอีกที 16:45 น. แล้วก็นอนต่อจน 20:00 น. ตื่นมาทานข้าวแล้วก็นอนไม่หลับแล้วครับ -“- (ตื่นเต้นจัดกับมาราธอนครั้งแรก)

บรรยากาศก่อนปล่อยตัวนักวิ่งมาราธอน
บรรยากาศก่อนปล่อยตัวนักวิ่งมาราธอน

ออกจากบ้านตอนเที่ยงคืนครึ่งไปถึงสนามไชยประมาณ 01:20 น. งานนี้ถ้ารวมเพื่อนที่ไปวิ่งด้วยกัน(ทั้งที่ใส่และไม่ใส่เสื้อทีม)มีประมาณ 10 คน วิ่งฮาล์ฟ 1 วิ่งมาราธอน 9 คน สำหรับแผนการวิ่งตอนแรกกะว่าจะวิ่งแบ่ง 4 ช่วงค่อยๆไล่ความเร็วตามสูตรครูดิน อ.สถาวร จันทร์ผ่อนศรีแบบที่แอดมินชุนทำตอนวิ่งมาราธอนแรก แต่คิดว่าอาจจะไม่ไหวเพราะงานนี้ซ้อมไม่ถึงจริงๆ ก็เลยเปลี่ยนเป็นวิ่งตาม HR แทนครับ รักษาระดับให้หัวใจเต้นอยู่ในโซนแอโรบิคให้ได้มากที่สุด ทานเจลทุก 10K แล้วก็กินเกลือเม็ดทุก 1:30 ชม. น่าจะพอได้อยู่ พอถึงเวลาปล่อยตัวตอน 2:00 น. ก็เริ่มออกวิ่งกันไปโดยกลุ่มผมก็กระจายๆ กันไปวิ่งตามความเร็วของตัวเอง

ถ่ายรูปฟรุ้งฟริ้งก่อนปล่อยตัว

กม.ที่ 1-10
ผมจับคู่วิ่งกับเพื่อนชื่อเบียร์ซึ่งวิ่งมาราธอนแรกเหมือนกัน วิ่งไปเรื่อยๆ รักษาระดับ HR ประมาณ 130-135 จากจุดปล่อยตัวขึ้นสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ต่อไปตามทางยกระดับบรมราชชนนีวิ่งได้เรื่อยๆ หยุดเดินทุกจุดให้น้ำจนประมาณ กม.8 เริ่มมีอาการปวดฉี่ครับ(น่าจะเข้าห้องน้ำซะตั้งแต่ตอน กม.5 -“-) แต่ก็วิ่งต่อไปได้เรื่อยๆ จนถึง กม.10 ก็ทานเจลตามแผน จบ 10 กม.แรกแบบสบายๆ

เส้นทางวิ่งกรุงเทพมาราธอน 2014 (รูปใหญ่ดูได้ตามลิงค์นี้)

กม.ที่ 11-20
ช่วงนี้ผมก็ยังวิ่งรักษาระดับ HR เหมือนเดิม แต่วิ่งไม่ค่อยสบายเท่าไหร่เพราะปวดฉี่นี่แหละ วิ่งทักทายเพื่อนที่วิ่งสวนกลับมาไปเรื่อยๆ จนถึงจุดกลับตัวที่ กม.15 ครับเช็คอินที่เวลา 1:58 ชม. ตรงนี้มีรถสุขาด้วยสวรรค์จริงๆ พอจัดการธุระเสร็จแล้วตอนลงจากรถสุขาผมดันกระโดดลงมาเบาๆ ขาขวารู้สึกแปล๊บขึ้นมาเลย เริ่มตะหงิดๆ ล่ะว่าไอ้ที่แปล๊บขึ้นมานี่จะส่งผลกับการวิ่งผมแน่นอน แต่ก็ยังวิ่งต่อไปได้เรื่อยๆ ครับ

วิ่งจนถึงจุดให้น้ำที่ กม.20 ปรากฎว่าน้ำหมดครับ โอ้วม่าย…แล้วผมจะกินเจลยังไงล่ะเนี่ย T_T (ตอน กม.20 ผมใช้เวลาไปประมาณ 2:45 ชม. ก็ไม่ได้ช้ามากนะครับแต่ทำไมน้ำหมดเร็วจัง) แต่พอวิ่งเลยจุด กม.20 มาประมาณ 400 เมตรมีเจ้าหน้าที่จุดตั้งโต๊ะให้น้ำอยู่ครับแต่ว่ามีแค่น้ำอยู่ในเหยือกไม่มีแก้วไม่มีน้ำแข็งต้องดื่มจากเหยือกเอา ผมก็เลยได้ทานเจลและดื่มน้ำตรงนี้รอดไปอีก 10K

กม.ที่ 21-30
หลังจากผ่านจุดน้ำหมดผมก็มาแวะเข้ารถสุขาตรง กม.21 ตอนลงจากรถขาขวาก็แปล๊บมากกว่าเดิม ช่วงนี้ผมกับเพื่อนเริ่มหยุดเดินบ่อยล่ะเบียร์เริ่มมีหยุดยืดกล้ามเนื้อ ผมก็ต้องกดนวดแถว IT Band ข้างขวาเพราะเริ่มรู้สึกล่ะว่ามันตึงๆ แล้วทำให้เริ่มเจ็บเข่าด้านขวานิดๆ แต่ก็ยังวิ่งได้อยู่ครับ วิ่งไปสักพักก็เจอน้องต้องที่ลงมาราธอนแรกเหมือนกันก็เลยพากันไปด้วยกันไป 3 คน จนประมาณ กม.22 เบียร์เริ่มกล้ามเนื้อตึงมากแล้วหยุดยืดอยู่สักพัก ผมกับต้องก็เดินรอหันกลับไปดูอีกที เห็นเบียร์โบกมือให้ไปก่อนเลยท่าจะต้องยืดอีกนาน ผมก็เลยไปต่อกับต้องสองคน

วิ่งด้วยกันไปจน กม.23 ต้องบอกว่าปวดฝ่าเท้า ผมก็เลยบอกว่าไม่ต้องฝืนวิ่งก็ได้ลองเดินสลับวิ่งดูฝืนวิ่งไปเดี๋ยวจะยิ่งเจ็บ ต้องก็เลยหยุดเดินแล้วผมก็ไปต่อคนเดียว ตอนนี้ยิ่งวิ่งไปกล้ามเนื้อยิ่งตึงครับเริ่มจาก IT Band ลามไปทั้งต้นขา(Quad) ตึงไปหมดแล้วน่องก็เริ่มตึงตาม ประมาณ กม.25 กลุ่มเพื่อนๆ pacer 6:00 ชม. ก็วิ่งผ่านผมไป ตอนนี้ผมรู้ตัวล่ะว่าสภาพของผมตอนนี้ได้เข้าเส้นชัยเวลาเก็บเสื่อแน่ๆ แต่ผมก็ยังคงวิ่งสลับเดินไปเรื่อยๆ ถึงตอนนี้กล้ามเนื้อขาด้านหลัง(Ham) ก็ตึงไปอีกหนึ่งจุด ทำให้ขาขวาของผมกล้ามเนื้อตึงสมบูรณ์แบบไปทั้งขา เริ่มเจ็บเอ็นข้างเข่าขวามากขึ้นแล้วก็งอเข่าไม่ค่อยจะได้ล่ะต้องวิ่งสลับเดินไปเรื่อยๆ

เจอเพื่อนเดิน

ตอนนี้ผมเริ่มเดินคิดไปเรื่อยล่ะว่าจะหยุดดีมั้ยนะ สภาพก็ไม่สมบูรณ์ไม่เหมือนที่วางแผนไว้เลย ถึงเข้าเส้นชัยไปเค้าก็เก็บเสื่อไปแล้ว แต่พอเลิกคิดเรื่องเวลาไปมันก็หัวโล่งขึ้นมา เอาแค่เข้าเส้นชัยได้ก็พอล่ะถึงอาจจะไม่ได้เวลา อาจจะไม่ได้เสื้อ แต่อย่างน้อยผมก็ได้เป็น Marathoner ที่ใฝ่ฝันมาตั้งแต่เริ่มหัดวิ่งเลยนะ ว่าแล้วก็ตั้งใจเดินต่อไป ^^ พอมาถึง กม.27 ผมเจอพี่โน็ตเพื่อนร่วมทีมกำลังเดินอยู่เหมือนกัน ก็เลยได้วิ่ง(เดิน)ไปด้วยกันจนถึงจุดให้น้ำ กม.28 ตอนนี้ขาขวาผมวิ่งแทบจะไม่ได้ล่ะ แข็งเป็นแท่งเลยงอเข่าไม่ค่อยได้เลยเน้นเดินเป็นหลัก เดินด้วยกันไปกับพี่โน็ตขึ้นสะพานพระราม 8 จนไปเจอโปรตุ้ม Shutter Running กำลังเก็บภาพอยู่ครับ ซึ่งแน่ว่าเมื่อเห็นกล้องเราต้องวิ่งครับ ผมกับพี่โน็ตเลยวิ่งเข้าใส่กล้องจนเลยโปรตุ้มไปแล้วก็เดินต่อ ^^’ เดินไปเรื่อยๆ จนจบไปอีก 10K ผ่านไปแล้ว 30K ครับเหลืออีก 12K เท่านั้น

กม.ที่ 30–36
พอลงสะพานพระราม 8 ผมกับพี่โน็ตก็ยังคงเดินสลับวิ่งกันเหมือนเดิม(ส่วนใหญ่จะเดิน) พี่โน็ตที่สภาพดีกว่าก็ค่อยๆ วิ่งสลับเดินทิ้งช่วงผมไปเรื่อยๆ ตอนนี้ตะคริวเริ่มมาล่ะครับ ทั้งขาซ้ายขาขวาสลับกันไปมา แต่ผมก็ยังเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ คือพอเป็นตะคริวบ่อยๆ เข้ามันก็เริ่มจะอยู่ด้วยกันได้นะครับ เป็นตะคริวขนาดนี้เดินได้ เป็นเพิ่มขึ้นมามากขึ้นก็หยุดยืนก่อนพอหายแล้วก็วิ่ง สลับไปสลับมาอย่างนี้ไปเรื่อยๆ คือผมก็เดินทั้งที่เป็นตะคริวนั่นแหละไปเรื่อยๆ

เรื่องน้ำดื่มนี่เลิกหวังล่ะครับได้ดื่มช่วง กม.31-32 แล้วก็น้ำหมดยาวเลย แต่เพราะว่าผมไม่ค่อยเหนื่อยประกอบกับแดดยังไม่ร้อนมากเลยไปต่อได้เรื่อยๆ เดินมาจนถึง กม.36 ที่หลายคนหวาดหวั่นว่าจะชนกำแพง ผมก็ยังปกติดีครับมีแค่ขาตึงกับเป็นตะคริวบ่อยไม่ได้หมดแรงอะไร เดินมากกว่าวิ่งขนาดนี้ถ้ายังชนกำแพงก็แย่ล่ะ 555 มาราธอนแรกไม่มีชนกำแพงครับสำหรับผม (ไม่น่าโม้สักนิด)

กม.ที่ 37–42.195

เดินมาเรื่อยๆ จนเกือบ กม.37-38 แถวหน้า UN ก็เจอโปรรุจน์ Shutter Running ครับ แน่นอนว่ามีแรงเหลือเท่าไหร่ก็ต้องวิ่งเข้าใส่กล้องเหมือนเดิม พอวิ่งเลยไปแล้วตะคริวขึ้นเลยต้องเดินยาวต่อไป ระหว่างทางมีพ่อค้าขายน้ำขวดอยู่เรื่อยๆ แต่ผมไม่ได้ซื้อเพราะขี้เกียจถือขวด 600 cc. วิ่งไปด้วย กว่าผมจะได้ดื่มน้ำอีกทีก็ที่ถนนพระสุเมรุมีคนเอาน้ำขวด 350 cc. มาแจกครับ ดีใจม๊าก…ก็ถือน้ำเดินตามทางไปเรื่อยๆ จนเจอป้ายอีก 1,000 เมตรจะถึงเส้นชัย เหมือนเห็นประตูสวรรค์เลยครับ เริ่มแข็งใจวิ่งเหยาะๆ ไปเรื่อยๆ

เจอโปรรุจน์ที่หน้า UN (ผมนี่กัดฟันวิ่งเลย)

ก่อนเข้าเส้นชัยประมาณ 500 ม. เจอพี่นง (ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์) ยืนแตะมือให้กำลังใจนักวิ่งอยู่ พอแตะมือพี่นงแล้วผมก็เพิ่มสปีดวิ่งเข้าเส้นชัย พอถึงเส้นชัยปรากฎว่าเจ้าหน้าที่เก็บเสื่อจับระยะ chip ไปแล้ว เข้าเส้นชัยปุ๊บตะคริวขึ้นน่องอีกรอบเป็นการส่งท้าย กดหยุดการ์มินเวลา 6:33 ชม. พอดี สำเร็จจนได้กับมาราธอนครั้งแรก พอเข้าเส้นชัยมาไม่มีป้ายอะไรบอกเลย มีแต่เจ้าหน้าที่เก็บเสื่อกับเคลียร์ทางอยู่ ผมก็เลยเดินตามพี่ๆ กลุ่มที่วิ่งเข้าพร้อมๆ กันไปเอาเสื้อ Finisher ดีใจม๊าก…ได้เสื้อ Finisher ตัวแรกสักที เย้ !!

พอเข้าเส้นชัยและรับเสื้อเสร็จแล้วก็มาสมทบกับชุนที่เข้ามารอนานล่ะ(วิ่งจบเวลา 4:41 ชม.) กับพี่โน็ตที่เข้าก่อนผม 16 นาทีได้ทันเหยียบเสื่อด้วย สภาพตอนเข้าเส้นชัยคือขาขวาตึงทั้งขา มีเจ็บที่เอ็นข้างเข่าขวาเล็กน้อยส่วนขาซ้ายปกติครับ ทานเจลไป 3 ซองกับเกลือเม็ด 2 เม็ด ความเหนื่อยนี่ไม่มีครับมีแต่ความหิว ดูการ์มินแล้วผมวิ่งไป 43K แต่ใช้พลังงานไปแค่ 1,891 Kcal เองครับทั้งที่จริงๆควรจะเป็น 2,300+ Kcal (สมกับที่เดินเยอะมาก)

เวลาจาก Garmin (เดินเยอะมากยังอุตสาห์ได้ Avg. Pace 9 ^^’)

ลองใส่เสื้อ Finisher แล้วคับไปหน่อยแต่ขอเปลี่ยนไม่ได้เพราะเจ้าหน้าที่บอกว่าลองใส่ไปแล้วไม่ให้เปลี่ยน >< ก็เลยใส่คับๆ นี่แหละถ่ายรูป ช่างเป็นเสื้อที่ใส่แล้วโคตรภูมิใจเลยถ่ายรูปกับเพื่อนเสร็จแล้วก็กลับบ้านเลยไม่ได้ไปรับอาหารในงาน จบมาราธอนแรกในชีวิตไปเรียบร้อยเวลาต่างจากที่คาดไว้มาก แต่ความฟินมันก็มากกว่าที่คาดไว้เหมือนกันครับ หลังจากนี้บอกชาวบ้านได้ล่ะว่าผมเป็น Marathoner  (เพิ่งมารู้ทีหลังว่าคนที่เข้าหลังเก็บเสื่อสามารถไปแจ้งให้เจ้าหน้าที่จดเวลาไว้ไปอัพเดทผลในเวบไซท์ได้ซึ่งผมไม่รู้เรื่องเลย เดินไปเอาเสื้อ Finisher แล้วก็กลับเลยซะงั้น -“-)

(บน) บอน – ชุน – โน็ต – ตั้ม – เฟียต
(ล่าง) เบียร์ – ต้อง – ตรี – อุ้ย – แม็ค

กลุ่มเพื่อนที่มาวิ่งมาราธอนงานนี้ 9 คน วิ่งจบ 7 คนแล้วก็ DNF ไป 2 คนครับ สำหรับตัวผมเองที่วิ่งไม่ได้ตามที่คิดไว้เกิดจากปัญหาเรื่องเดียวเลยคือซ้อมไม่ถึง มาราธอนไม่มีทางลัดครับนอกจากการฝึกฝนอย่างมีวินัย คุณสามารถวิ่งจนจบมาราธอนได้ด้วยใจ แต่คุณสามารถวิ่งมาราธอนให้ดีได้ด้วยวินัยในการฝึกซ้อม คราวนี้ผมวิ่งด้วยใจจนจบแต่คราวหน้าจะขอมาแก้ตัววิ่งเอาเวลาดีๆ อีกครั้งครับ (ปี 2015 คงจะไม่ได้มาเพราะวางแผนกับเพื่อนๆ แล้วว่าจะไปสิงคโปร์มาราธอน คงจะกลับมาแก้ตัวอีกทีตอนกรุงเทพมาราธอน 2016) อ้อ…แล้วถ้าใครไปเจอเสื้อ Finisher ปีนี้ขายตามงานวิ่ง ฝากซื้อเบอร์ M ให้ผมตัวนึงนะครับ(พูดจริงๆ) ใส่เบอร์ S แล้วรั้งรักแร้ไปหน่อยครับ 🙂

แถมท้ายด้วยประสบการณ์การลงวิ่งมาราธอนแรกพร้อมกับน้องผู้พิการทางสายตาของอุ้ยเพื่อนผมเองครับ คลิกอ่านกันตามลิงค์นี้ได้เลยครับ >>> Aui & Mac 1st Marathon 

Pros

  • ป้ายบอกระยะทางส่วนใหญ่ค่อนข้างตรง
  • ใช้ bib chip ไม่ต้องติดชิพที่รองเท้า
  • เจ้าหน้าที่เยอะ
  • นักวิ่งเยอะคึกคักดี

Cons

  • แจกเหรียญที่ระลึกก่อนวิ่ง , เหรียญไม่แยกระยะทางวิ่ง
  • น้ำหมดหลายจุดมาก
  • หลังเวลา 6 ชม. ตอนเก็บเสื่อควรมีป้ายบอกนักวิ่งมาราธอนที่มาทีหลังว่าให้ไปไหนต่อ (จดเวลา , รับเสื้อ)
  • เสื้อ Finisher น่าจะดีไซน์ให้ต่างจากเสื้อแจกตอนสมัคร (แบบเสื้อปีก่อน)
Tagged with: , , , , , ,

'เมนท์ที่นี่จ้า