พูดคุยกับคุณตูน “วิ่งตีนเปล่า”

พูดคุยกับคุณตูน “วิ่งตีนเปล่า”

วันนี้ผมจะมาพูดคุยกับแอดมินหนุ่มแห่งเพจวิ่งตีนเปล่าครับ บุรุษผู้ที่มีสำนวนการเขียนบทความอันแสนจะคมคายเป็นเอกลักษณ์ หลังจากเผยแพร่ความรู้เรื่องการวิ่งเท้าเปล่ามาสักพักใหญ่ ตอนนี้ก็เพิ่มบทบาทใหม่มาอีกหนึ่งอย่างคือเป็นผู้จัดจำหน่ายรองเท้า Barefoot/Minimalist สองแบรนด์ดัง Skora และ VIVOBAREFOOT ครับ

คุณตูน แอดมินหนุ่มแห่งเพจวิ่งตีนเปล่า

Tum: สวัสดีครับ วันนี้ผมมาสัมภาษณ์คุณตูนจากเพจวิ่งตีนเปล่านะครับ ขอเข้าเรื่องกันเลยล่ะกันคุณตูนเริ่มวิ่งมานานแค่ไหนแล้วครับ

Toon: นานครับถ้าเอาแบบว่าเริ่มวิ่งเลยนะก็น่าจะ 10 ปีแล้ว

Tum: แล้วมาเริ่มสนใจการวิ่งเท้าเปล่าช่วงไหนครับ

Toon: ในช่วง 10 ปีนี้ผมวิ่งแบบไม่ซีเรียสเลย มีซีเรียสเรื่องการวิ่งก็ตอนปีที่ 9 ช่วง 9 ปีแรกนี้จะวิ่งเล่นๆ เพราะส่วนใหญ่จะเล่นกอล์ฟมากกว่า วิ่งก็เหมือนแบบตื่นเช้าแล้วไม่มีอะไรทำก็เลยไปวิ่ง ตอนนั้นวิ่งได้ครั้งละน้อยมาก 3 กิโลเองมั้งไม่เคยเกิน 4 กิโล ช่วงปีที่ 8-9 นี่เริ่มเบื่อกอล์ฟแล้ว รู้สึกว่าอยากเปลี่ยนกีฬา พออยากเปลี่ยนกีฬาปุ๊บมันก็เลยนึกถึงกีฬาที่ยังเล่นอยู่ตลอดก็คือวิ่งก็เลยลองมาวิ่งอย่างจริงจัง แต่พอพยายามเท่าไหร่มันก็วิ่งไม่ได้เกินนั้น ไม่เกิน 3-4 กิโล พอพยายามมากขึ้นก็บาดเจ็บ ผมเจ็บที่ IT Band ก็เลยสงสัยว่าทำไมคนอื่นเค้าวิ่งกันได้

ก่อนมาวิ่งจริงจังเคยเล่นกอล์ฟมาก่อน

Toon: เคยมีญาติมาเล่าให้ฟังว่าเนี่ยเบื่อๆ ก็ออกไปวิ่ง 10 กิโล เราก็เฮ้ยเป็นไปได้ยังไงคนที่ไม่ใช่นักกีฬาอาชีพวิ่งได้เป็น 10 กิโล เราวิ่ง 3 กิโลนี่แทบขาดใจ เลยโทษรองเท้าก่อนเลยนะตอนนั้น! (ฮา) รู้สึกว่ารองเท้าวิ่งมันไม่ดี พื้นมันแข็ง วิ่งแล้วปวดเท้า ตอนนั้นคิดอย่างนั้นจริงๆ นะ คิดว่าทำไมรองเท้าวิ่งพื้นมันต้องแข็งๆ ด้วยวะ ทำไมมันต้องมีส้นหนาๆ แข็งๆ ด้วยวะ! มันรู้สึกเกะกะมากกว่าจะปกป้องเท้าเรา (ฮา) เลยปรึกษาน้องซึ่งเป็นนักบอล น้องแนะนำว่ามันมีรองเท้าอยู่ยี่ห้อนึง ที่ไม่ได้มีพื้นหนาหรือเสริมส้น เลยลอง search ดูในอินเทอร์เน็ตหา VIVOBAREFOOT แล้วก็ไปสะดุดตาคำว่า Barefoot ประมาณว่า เฮ้ย! มันมีการวิ่งแบบเท้าเปล่าด้วยเหรอ ก็เลยเข้าไปดูแล้วศึกษาเพราะในเวบของ VIVO จะมีเซ็คชั่นนึงที่สอนวิ่งเลย มีคลิปวิดิโอมีเนื้อหาอะไรให้ศึกษาเยอะแยะเลย

ตำแหน่งของ IT Band หรือ Iliotibial Band

Toon: อ่านดูแล้วรู้สึกว่ามันโดนเพราะว่ามันทำให้รู้สึกว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาข้อมูลเกี่ยวกับการวิ่งถูกป้อนใส่หัวเรามาว่า เวลาวิ่งเราต้องเอาส้นลงก่อน (Heel to Toe) ถึงจะเป็นท่าวิ่งที่ถูกต้อง ถ้าเราจะวิ่งระยะยาวเราต้องเอาส้นลงก่อน การวิ่งเอาหน้าเท้าลงก่อนมีแค่อย่างเดียวคือเราจะสปรินท์เร็วๆ ระยะสั้นๆ เช่นวิ่ง 100-200 เมตรอะไรอย่างนี้ แต่เวบ VIVO นี่ทำไมสอนอีกแบบนึง ซึ่งลึกๆ ในใจเราก็คิดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นนะ ลึกๆ เราคิดอย่างนั้นมานานแล้วแต่ไม่กล้าลอง

Learning Section ในเวบของ VIVOBAREFOOT

Toon: คิดมาตลอดว่าทำไมเวลาเราถอดรองเท้าวิ่งแล้วเราวิ่งไม่เหมือนตอนใส่รองเท้า พอยิ่งอ่านแล้วก็ยิ่งโดนมันกระตุ้นต่อมมาก มันเหมือนเป็นแรงบันดาลใจ พอคืนนั้นอ่านเสร็จรุ่งขึ้นก็ลองเลย พอลองวิ่งท่านี้ปุ๊บมันมาเลย วิ่งได้ไกลกว่าระยะประจำ 3-4 กิโล ก็ยิ่งเหมือนมั่นใจว่าการวิ่งแบบนี้มันใช่นะ แต่มีปัญหาคือวิ่งแล้วยังเจ็บเท้าอยู่ (โทษรองเท้าอีก) เพราะใช้รองเท้าคู่เดิมซึ่งเป็นรองเท้าวิ่งแบบเดิม (Traditional Running Shoes) ที่รัดหน้าเท้าเวลาวิ่งเลยเจ็บเท้า พอได้ลองวิ่งดูคิดว่าใช่เลยก็เลยหันมาวิ่งเท้าเปล่าและก็เริ่มมาสนใจรองเท้าแนวนี้

Tum: หลังจากศึกษาการวิ่งจากเวบ VIVO แล้วนี่อีกนานมั้ยครับถึงถอดรองเท้าวิ่งจริงๆ

Toon: ก็ประมาณ 3-4 ครั้งหลังจากนั้นก็เริ่มวิ่งเท้าเปล่า ซึ่งช่วง 3-4 ครั้งนี่ก็ยังไม่ได้วิ่งถูกนะ ก็วิ่งปรับท่าไปเรื่อยๆ วิ่งเสร็จก็กลับไปดูคลิปว่าเราวิ่งผิดตรงไหนหรือเปล่า ทำไมมันปวดน่องจังวะ (ฮา) พอเราดูคลิปเค้าก็บอกว่าเราควรถอดรองเท้า แล้วลองวิ่งดูเพื่อจับความรู้สึกของการวิ่งในสไตล์นี้ (Barefoot) หลังจากครั้งที่ 4 ก็เลยถอดรองเท้าวิ่งดูในหมู่บ้าน วิ่งแล้วรู้สึกว่ามันใช่ หลังจากนั้นก็เลยไปวิ่งเท้าเปล่าที่สวนสาธารณะแถวบ้าน ลองวิ่งดูเลย 6 กิโล กลับบ้านมานี่เท้าเหวอะเลยนะ (ฮา) หลังจากนั้นก็ถอดๆ ใส่ๆ เริ่มเรียนรู้เทคนิคและฟอร์มของการวิ่งเท้าเปล่าทีละนิด

ร่วมฝึกสอนงานพบปะประจำเดือนของ Bangkok Barefoot Run Club

Tum: แปลว่าคุณตูนศึกษาด้วยตัวเองเลยไม่ได้มีใครมาช่วยเทรนช่วยสอนให้

Toon: ไม่มีครับ แรกเริ่มเลยก็ศึกษาจากเวบ VIVO นี่แหละ ใช้ข้อมูลจากเวบ VIVO เป็นหลัก ส่วน Vibram FiveFingers นี่ผมเพิ่งจะมาเจอตอนหลัง เพราะว่าพอ search คำว่า Barefoot ผลการค้นหามันจะติด Vibram FiveFingers มาด้วย ก็คือศึกษาด้วยตัวเองครับต้องสารภาพว่าไม่เคยอ่านหนังสือของ Ken Bob นะครับ Ken Bob นี่ผมเพิ่งมารู้จักตอนหลัง คือผมก็หัดวิ่งไปเองไปเรื่อยๆ ด้วยความที่ว่าเป็นคนช่างสังเกตก็เลยจะค่อยสังเกตและปรับตัวเองมาเรื่อยๆ

Tum: ถ้านับเวลาวิ่งเท้าเปล่าจริงๆ นี่ประมาณกี่ปีครับ

Toon: ก็น่าจะประมาณ 2 ปีกว่านะครับ แต่มาเริ่มวิ่งเยอะแบบหนักๆ เลยก็ช่วงที่มีกลุ่มก็คือเริ่มมีกลุ่มของคุณแบงค์(BBRC) ช่วงเริ่มทำเพจวิ่งตีนเปล่า เริิ่มไปวิ่งตามงานต่างๆ ตอนแรกก็วิ่งแต่ในสวนก็มีคนมองบ้าง พอวิ่งตามงานคนเยอะก็ไม่ค่อยกล้าถอด (ฮา) แต่พอเริ่มมีกลุ่มเพื่อนวิ่งเท้าเปล่าไปวิ่งตามงานด้วยกัน ก็เริ่มถอดรองเท้าวิ่งตามงานวิ่งซึ่งมันก็สนุกกว่าวิ่งในสวน เพราะถนนมันเรียบกว่าทางวิ่งในสวนทำให้วิ่งสบายกว่าครับ

วันครบรอบ 1 ปีของ Bangkok Barefoot Run Club

Tum: ช่วงแรกที่ผมเขียนบล็อกก็ไม่ได้รู้จักใครนะครับ ตอนนั้นไม่ได้รู้เลยว่าเพจวิ่งหรือบล็อกวิ่งดังๆ มีของใครบ้าง คือประมาณว่าจิ้มอ่านไปเรื่อยก็เจอ Runner-Blogger , Foot Fit For Run , Oorrunning Blog อะไรพวกนี้ (ทำไมมีแต่ blogger สาวๆ นะ ^^’) จนคุณตูนมาทักผมว่ามาจากเพจวิ่งตีนเปล่า ผมก็เลยไป search ดูแล้วก็กด like ก็แบบ…เออเพจนี้คนไลค์เยอะเหมือนกันนะ แล้วพออ่านๆ ดูบทความที่คุณตูนเขียนแต่ละเรื่องค่อนข้างจะลงรายละเอียดประมาณแบบเหมือนเรียนชีวกลศาสตร์มาเลยอะไรประมาณนั้น ข้อมูลพวกนี้คุณตูนหามาเองหมดเลยเหรอครับ

Toon: ศึกษาเองครับคือทั้งอ่านและสังเกตตัวเอง เอาประสบการณ์การบาดเจ็บของตัวเองมาเล่าด้วย หลักๆ ก็เหมือนที่บอกตอนแรกครับไม่ได้อ่านหนังสือ Ken Bob เหมือนคนอื่นเค้า ใช้การสังเกตตัวเองแล้วสรุปเอาจากประสบการณ์ของตัวเอง

โลโก้อันคุ้นตา (ภาพจากเพจวิ่งตีนเปล่า)

Tum: ตอนนี้อ่าน Ken Bob หรือยังครับ (ฮา)

Toon: Ken Bob ยังอยู่ที่บ้านนะครับยังไม่ได้อ่านเลย (ฮา) แต่อ่านเล่มอื่นอยู่ ผมอ่านหนังสือ Natural Running ที่เจ้าของรองเท้า Newton (Danny Abshire หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์รองเท้า Newton) เป็นคนเขียน ซึ่งผมว่า Natural Running มันจะตรงกับ motto ของทางเพจวิ่งตีนเปล่ามากกว่า คือเค้าเน้นว่าการวิ่งที่ถูกต้องก็คือฟอร์มการวิ่งเท้าเปล่านั่นแหละ แต่ว่าเราอยู่บนโลกที่เราไม่สามารถวิ่งเท้าเปล่าได้ตลอดเวลา เราควรวิ่งด้วยฟอร์มการวิ่งเท้าเปล่าได้ ไม่ว่าจะใส่หรือถอดรองเท้า เพราะนั่นคือท่าวิ่งที่เป็นธรรมชาติที่สุดของมนุษย์ ซึ่งเล่มนี้ก็จะเน้นถึงเรื่องชีวกลศาสตร์แหละครับ เรื่องเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ กระดูกเราเป็นยังไง ทำงานยังไง อ้อใช่…นอกจากคลิปในเวบ VIVO แล้วผมชอบอีกคลิปนึงคือคลิปของ ดร.มาร์ค ครับ (Dr. Mark Cucuzzella) คือชอบมากรู้สึกว่าดูปุ๊บแล้วมันใช่เลย Dr. Mark Cucuzzella ซึ่งเป็นคุณหมอชาวอเมริกัน ซึ่งเป็น Idol ในการวิ่งเท้าเปล่าของผมอีกคน

Danny Abshire กับหนังสือ Natural Running

Tum: สองปีที่วิ่งเท้าเปล่ามานี่ปัญหาการบาดเจ็บยังมีอยู่มั้ยครับ

Toon: จริงๆ ต้องบอกว่ามันแทบจะเป็นศูนย์นะครับ ตั้งแต่วิ่งเท้าเปล่ามาแทบจะไม่บาดเจ็บเลย จนกระทั่งปลายปีที่แล้วที่งานวิ่งคมชัดลึก จังหวะวิ่งลงสะพานครับ ยอมรับว่าไม่เคยวิ่งลงสะพานยาวขนาดนี้มาก่อน คือวิ่งลงสะพานก็วิ่งได้นะครับแต่งานนี้ลงสะพานยาวมาก ตอนวิ่งลงผมก็ใส่ไม่ยั้งเลย แล้วไม่รู้สึกตัวเลยแต่พอแตะทางเรียบปุ๊บแล้วจี๊ดเลย เท้าพลิกครับแต่พลิกตอนไหนไม่รู้ จากตรงนั้นก็กระเผลกจนถึงเส้นชัย แต่หลังจากนั้นไม่นานก็หายครับวิ่งได้ปกติเหมือนเดิม สรุปคือ 2 ปีที่วิ่งเท้าเปล่ามานอกจากที่งานวิ่งคมชัดลึกก็ไม่เคยบาดเจ็บเลยครับ อย่างมากก็แสบเท้าเวลาวิ่งเยอะก็เท่านั้นเอง ซึ่งเป็นเรื่องปกติเสำหรับการวิ่งเท้าเปล่าครับ ซึ่งก็น่าจะเป็นเครื่องยืนยันว่าคนเราควรจะวิ่งเท้าเปล่าให้ได้ก่อนที่จะใส่รองเท้าครับ

Tum: แต่มันก็ต้องขึ้นกับลักษณะการวิ่งและการฝึกซ้อมของแต่ละคนด้วยเหรือเปล่าครับ เพราะอย่างในกลุ่มรองเท้าหาย Barefoot Running นี่ก็เจ็บเพราะ Too Much, Too Soon กันเพียบเลย (รวมผมด้วย)

Toon: ครับ จริงๆ แล้วถ้าสังเกตดูในเพจวิ่งตีนเปล่าเนี่ย 80% ขึ้นไปผมจะพูดเน้นเกี่ยวกับฟอร์มการวิ่ง เพราะผมคิดว่ามันเป็นหัวใจ มันเป็นแกนของการวิ่ง ถ้าเราวิ่งแล้วฟอร์มการวิ่งของเราไม่ดี ต่อให้เรามีตารางซ้อมดียังไงเราก็ไปไม่ถึงดวงดาว เพราะจะมีอาการบาดเจ็บมาคอยรบกวนตลอด มันเหมือนเรามีแผนการเดินทาง เอารถไปเปลี่ยนยางแต่ดันลืมตั้งศูนย์ ผมเชื่อว่าเราควรเข้าใจธรรมชาติของการเคลื่อนไหวของร่างกายเราก่อน ถ้าเราวิ่งได้ตามธรรมชาติของเราแล้ว ต่อไปตารางซ้อมต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่จะมาเสริมเราอีกต่อหนึ่ง

วันเกิดเหตุงานวิ่งคมชัดลึก

Tum: แต่ก็มีนักวิ่งหลายคนนะครับ โดยเฉพาะนักวิ่งหน้าใหม่หรือกลางเก่ากลางใหม่ ที่คิดว่าการวิ่งได้ดีเนี่ยก็คือการวิ่งได้เร็ว ก็จะซ้อมกันแต่ให้วิ่งได้เร็วๆ คุณตูนมีความเห็นยังไงครับ

Toon: เคยเป็นเหมือนกันครับก็เข้าใจอยู่ ตอนนี้ก็อยากวิ่งเร็วอยู่ไม่ใช่เรื่องแปลกครับ แต่ว่าผมเคยคุยกับพี่เบิ้ม (ดร.พิชิต เมืองนาโพธิ์) แล้วก็สังเกตตัวเองดู ก็ได้เป็นบทสรุปเหมือนกันพี่เบิ้มครับว่า ถ้าการวิ่งเป็นปิรามิดความเร็วมันจะเป็นยอดของปิรามิด สิ่งที่ต้องมาก่อนที่เป็นพื้นฐานคือ ฟอร์มการวิ่งที่ดี เมื่อฟอร์มการวิ่งดีแล้วสิ่งต่อมาก็คือระยะทางก็จะตามมา เราจะวิ่งได้ไกลขึ้นหัวใจทำงานช้าลง เพราะวิ่งอย่างเป็นธรรมชาติเราก็จะวิ่งได้นานขึ้น พอฟอร์มการวิ่งดีและวิ่งได้นานแล้วมันก็จะไหลลื่นความเร็วก็จะตามมาเอง เรื่องความเร็วผมว่ามันไม่ควรจะเกิดมาจากเราพยายามฝืนนะมันดูไม่เป็นธรรมชาติ แต่ควรเกิดจากการที่เรามีพื้นฐานการวิ่งที่่ดีที่ถูกต้องมากกว่า อย่างบางคนบอกว่าไปวิ่ง 20 กิโลเนี่ย หลังๆ มันเหนื่อยมากมันรักษาฟอร์มไม่ได้ก็เลยวิ่งปล่อยๆไปให้ครบ ซึ่งใช่ผมก็เป็นนะเวลาเหนื่อยแต่เราต้องพยายามรักษาฟอร์มเราไว้ มันอยู่ที่การฝึกฝนของเราแหละครับ ถ้าเราปล่อยไปวิ่งผิดฟอร์มเพราะเราเหนื่อยผมว่าช่วงนี้แหละที่จะทำให้เราบาดเจ็บเพราะร่างกายเคลื่อนไหวไม่เป็นธรรมชาติแล้ว

ฟอร์มการวิ่ง > ระยะทาง > ความเร็ว

Tum: ในเพจวิ่งตีนเปล่านี่มีคนมาเห็นแย้งเกี่ยวกับทฤษฎีการวิ่งเท้าเปล่าบ่อยมั้ยครับ

Toon: ไม่เชิงว่าแย้งนะครับ ถ้าเค้าไม่เห็นด้วยก็คงไม่มากด like นะครับ (ฮา) เป็นการเข้ามาพูดคุยสอบถามกันด้วยเหตุผลมากกว่าครับ เข้ามาแย้งแบบหัวชนฝานี่ยังไม่เคยเจอครับ

Tum: ตอนนี้ก็มาเป็นตัวแทนจำหน่ายสองแบรนด์รองเท้า Barefoot/Minimalist ชื่อดังอย่าง VIVOBAREFOOT และ Skora ที่มาที่ไปก่อนที่จะเข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่ายสองแบรนด์นี้ในไทยนี่เริ่มยังไงครับ

Toon: จริงๆ ก็คือเริ่มจากตัวเองก่อนว่ามันไม่มีรองเท้าจะใส่ครับ คือรองเท้าที่เหมาะกับการวิ่งแบบแบร์ฟุตน่ะครับ มันเริ่มจากความคิดที่ว่าต่อให้การวิ่งเท้าเปล่าดียังไง แต่เราอยู่ในโลกที่ไม่สามารถวิ่งหรือเดินเท้าเปล่าได้ตลอดเวลา ยกตัวอย่างคนที่เดินเท้าเปล่าเยอะมากก็คงเป็นผมนี่แหละ ผมเดินวิ่งเท้าเปล่ามาตั้งแต่เด็กเพราะที่บ้านไม่ให้ใส่รองเท้าในบ้าน แต่ยังไงแล้วเวลาออกไปข้างนอกก็ต้องสวมรองเท้าอยู่ดี ก็เลยคิดว่าควรจะมีรองเท้าที่มันสามารถเชื่อมโยงกับการวิ่งเท้าเปล่าได้โดยไม่แทรกแซงการวิ่งหรือการลงเท้าของเรา แต่พอมองไปในท้องตลาดบ้านเราแล้วมันไม่มีเลย มันก็เลยเกิดแรงจูงใจว่าถ้าอย่างนั้นเราน่าจะลองขอเป็นตัวแทนจำหน่ายดู โดยส่วนตัวธุรกิจเดิมของผมก็เกี่ยวข้องกับการนำเข้า/ส่งออกอยู่แล้ว บริษัทก็มี warehouse อยู่แล้ว คุณสมบัติเราก็น่าจะได้นะ แล้วเราก็วิ่งเท้าเปล่าเองด้วยก็เลยลองขอเค้าเป็นตัวแทนจำหน่ายครับ เค้าก็พิจารณาอยู่นานนะแต่เค้าก็ตกลงให้ผมเป็นตัวแทนจำหน่าย

Skora และ VIVOBAREFOOT (ภาพจากเพจวิ่งตีนเปล่า)

Tum: ได้ข่าวว่าการคัดเลือกตัวแทนจำหน่ายค่อนข้างจะเข้มใช่มั้ยครับ

Toon: ครับ เค้าก็ซีเรียสน่ะครับว่าเราเข้าใจมั้ยถึงเรื่องการวิ่ง Barefoot/Minimalist ถามว่าเข้มมั้ยผมก็ต้องขึ้นเครื่องบินไปคุยกับเค้าที่ฮ่องกงนะ ต้องไปเจอหน้ากันคุยกัน ไม่งั้นเค้าก็ไม่ยอมคือเราต้องเข้าใจวิธีวิ่ง เราต้องพร้อมเรื่องธุรกิจแล้วก็ต้องมีเงินทุนพอสมควร ก็ฝ่าฟันมาได้ครับจนได้เป็นตัวแทนจำหน่าย ก็ไม่ง่ายแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ครับ

Tum: แนวทางการจำหน่ายสองแบรนด์นี้จะเป็นไปในทิศทางไหนครับ เพราะอย่าง Skora ก็ไม่ได้เป็นที่รู้จักในไทยสักเท่าไหร่ส่วน VIVOBAREFOOT ก็เคยมีตัวแทนเดิมขายอยู่แต่ก็ไม่ค่อยจะแพร่หลายเหมือนกัน หลายคนยังไม่รู้เลยว่า VIVOBAREFOOT มีขายในไทยมานานแล้ว

Toon: คือส่วนที่ต่างผมคิดว่า ผมเน้นเรื่องคุณค่าของการเป็นแบร์ฟุต ผมขายในช่องทางที่เป็นที่เข้าถึงได้ของคนทั่วไป คือขายในห้างฯ ในแผนกกีฬา ที่ใครๆ ก็เดินเข้าไปซื้อได้ ต่อไปถ้ายอดมันโอเคอาจจะมีเปิดร้านของตัวเองก็ได้ การขายรองเท้าแนวนี้ผมว่าตัวรองเท้า 50% อีก 50% คือการให้ความรู้กับคนซื้อ ผมว่าตรงนี้คือส่วนที่ผมแตกต่างจากเจ้าอื่นๆ เพราะผมวิ่งเองผมให้ความรู้ได้ การให้ความรู้ผมว่าสำคัญเพราะไม่งั้นคนก็จะติดว่าจะวิ่งต้องมอง cushion นะ ต้องมีการยกส้นขึ้นนะ (heeldrop สูง) อ้วนแล้ววิ่งไม่ได้ต้องมีรองรับแรงกระแทกนะ ผมเข้ามาในตลาดก็อยากให้ความรู้ในส่วนนี้เพราะมันเป็นความเชื่อที่ยังผิดอยู่ครับ

Toon: ก็มีหลายคนถามนะครับ การมาเป็นตัวแทนจำหน่ายมันไม่ได้ง่าย มันเต็มไปด้วยความคาดหวัง เราเอาแบรนด์เค้ามาขาย เหมือนเรารับลูกเค้ามาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมอย่างไงอย่างนั้นเลยนะ เราต้องดูแลให้ดีให้เติบโต จริงๆ ผมจะทำพรีออเดอร์เหมือนคนอื่นก็ได้ ทำไมต้องขอมาเป็นตัวแทนจำหน่ายให้ลำบากด้วย คือผมจะบอกแบบนี้ว่าปัญหาสำหรับวงการวิ่งเมืองไทยคือ “คนขายไม่ได้วิ่ง ส่วนคนวิ่งก็ไม่ได้ขาย” ที่รองเท้าวิ่งในบ้านเรามันยังคงวนเวียนอยู่กับแบรนด์ใหญ่ เดิมๆ มาเป็นเวลาหลายปีก็เพราะแบบนี้ รองเท้าวิ่งดีๆ มีตั้งเยอะแยะแต่มันไม่ได้สามารถแทรกตัวเข้ามาเป็นทางเลือกนึงให้นักวิ่ง ก็เพราะไม่มีใครสนใจเอาแบรนด์รองเท้าเหมาะสมมากกว่ากับการวิ่งแบบ Barefoot/Minimalist เข้ามาทำตลาดในไทย มันน่าเสียดายจะตายที่พอเราอยากได้อะไร ก็ต้องบินไปซื้อฮ่องกงหรือสิงคโปร์ ผมเสียดายแทนคนไทยอ่ะ ผมไม่ได้มองแค่การได้รองเท้าวิ่งอีกยี่ห้อเข้ามาขายในไทยแค่นั้นนะ ผมมองไกลกว่านั้นผมมองไปถึงว่าคนไทยไม่ใช่เฉพาะนักวิ่งจะมีรองเท้าดีๆ ไว้ใส่ สุขภาพเท้าเราโดยรวมจะดีขึ้น มันเข้าถึงคนหมู่มากได้มากกว่าการทำแค่พรีออเดอร์ ผมถึงไปวางขายในช่องทางหลักและพยายามจะทำให้มันเป็นกระแสหลัก ไม่ใช่แฟชั่นที่มาแล้วก็ไป เพราะตัวเราทดลองกับตัวเองแล้ว มันพิสูจน์ว่ามันดีจริงมันดีกับเท้าเรา

ใส่เสื้อสีเดียวกันโดยมิได้นัดหมายในวันสัมภาษณ์ ^^

Tum: มีอะไรจะฝากส่งท้ายถึงนักวิ่งที่สนใจการวิ่งเท้าเปล่ามั้ยครับ

Toon: ก็…ลองวิ่งดูเลยครับ ถอดรองเท้าแล้ววิ่งดูเลย มันเป็นหลักความคิดง่ายๆ ว่า เราต้องเชื่อมั่นในเท้าและขาของเราเองก่อน ความเชื่อเก่าๆ มันอาจกรอกหูทำให้เราคิดว่าการวิ่งเท้าเปล่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เหมือนกับว่าเท้าเราเป็นอวัยวะที่แสนจะอ่อนแอ ทั้งๆ ที่จริงแล้วเท้าของเรามันทั้งฉลาด (มีเส้นประสาทรับหน้าที่เป็นเหมือนเซ็นเซอร์รับแรงกด) และทั้งแข็งแรง (รองรับน้าหนักตัวเราได้ตลอดเวลา) แต่ถ้าเราไปขังมันไว้ในกรงที่ชื่อ cushion เท้าเรามันก็ไม่ได้ออกแรง แล้วทีนี้มันก็จะอ่อนแอจริงๆ อย่างที่เชื่อล่ะ เราแค่ต้องเชื่อก่อนครับว่าเราทำได้ เราวิ่งเท้าเปล่าได้ แล้วก็ลองวิ่งเท้าเปล่าดูเลย วิ่งได้แน่นอนเพียงแต่ต้องเริ่มแต่น้อยค่อยๆเพิ่มระยะทาง ถ้าวิ่งเท้าเปล่าฟอร์มโอเคแล้วค่อยมาคิดเรื่องเปลี่ยนรองเท้าให้มันเหมาะสมกับการวิ่งของเราครับ ขอฝากไว้แค่นี้แหละครับ

Tagged with: , , , , , , ,

'เมนท์ที่นี่จ้า