YEAR ONE RUN – 1 ปีผ่านไป

1 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก ตอนนี้ผมก็วิ่งมาได้ 1 ปีแล้วครับ (จริงๆ คือประมาณ 1 ปี 1 เดือน) ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ได้รับความรู้, ประสบการณ์ และได้รู้จักเพื่อนนักวิ่งมากมายหลายท่าน ช่วงปีที่ผ่านมานี้เป้าหมายในการวิ่งผมก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามสถานการณ์ในแต่ละช่วงครับ

วิ่งเพื่อสุขภาพโดยไม่ให้เจ็บเข่า (ธ.ค.55 – ม.ค.56)

ช่วงที่เริ่มกลับมาวิ่งใหม่ๆ นี่ต้องการแค่จะออกกำลังกายเท่านั้นเองครับ และเนื่องจากมีอาการเจ็บเข่าขวามาตลอด ช่วงนี้ก็ตั้งใจต้องรักษาอาการเจ็บเข่าให้ได้ ซึ่งสุดท้ายก็คือปัญหามาจากผมวิ่งลงส้น (heel strike) ทำให้เข่าได้รับแรงกระแทกมาก พอเปลี่ยนมาวิ่ง forefoot strike (pose running , barefoot running) ปัญหาเจ็บเข่าก็หมดไปครับ ตอนนี้ก็เลยเริ่มเขียน blog ครับเพื่อจะได้เป็นความรู้ให้บรรดานักวิ่ง noob แบบผมได้รู้ว่าการเปลี่ยนท่าวิ่งนี่ช่วยให้หายเจ็บเข่าได้ครับ

Ref : เริ่มวิ่งอีกครั้ง , พบหมอจุฬาฯ 1 , พบหมอจุฬาฯ 2 (ทำ MRI) , พบหมอจุฬาฯ 3

Year One - 01

วิ่งครั้งแรก 3K นี่เหนื่อยแทบขาดใจเลยครับ (เทียบกับครั้งล่าสุดที่วิ่งเรื่อยๆ ยาวไป 23K)

วิ่งให้ได้ 5K (ก.พ.56 – มี.ค.56)

พอเริ่มเปลี่ยนท่าวิ่งก็ได้โดยไม่มีอาการปวดเข่ามารบกวนบ่อยๆ คราวนี้ก็ตั้งใจจะวิ่งให้ได้ 5K ครับ ช่วงแรกนี้วิ่งได้แค่ประมาณ 3K กว่าๆ เท่านั้นครับ คาร์ดิโออ่อนแอเป็นอย่างมาก ก็ค่อยๆ ซ้อมไปครับ ไม่ได้มีตารางซ้อมอะไรสุดท้ายก็มาวิ่ง 5K ได้ในรายการ Bangkok Mitsubishi Electric Run For Health ซึ่งก็เป็นรายการวิ่งแรกในชีวิตที่ได้ไปสมัครวิ่งครับ เป็นระยะฟันรัน 4.5K แต่วิ่งจริง 5.5K ครับ (เวลา 36:53 นาที pace 6:33)

Ref : การลงเท้าแบบอื่น , เปลี่ยนจาก heel เป็น forefoot strike , งานวิ่ง Mitsubishi Run For Health

คลังแสงรองเท้าวิ่งตอนนี้ครับ

วิ่งให้ได้ 10K (เม.ย.56)

พอได้ 5K ก็อยากได้ 10K ต่อนะครับตามสเต็ป ช่วงนี้ซ้อมวิ่งไปตามเรื่องตามราวแต่ก็ได้ไม่เกิน 8K ครับ (ประมาณ pace 7) ตอนแรกก็ไม่ได้กะว่าจะวิ่ง 10K หรอกครับ แต่มีชุนซึ่งมีตำแหน่งเจ้าหน้าที่ไซโคประจำกลุ่ม ค่อยพูดกรอกหูตลอดเวลาว่า “10K ได้แล้วนะ ๆ ๆ ๆ” (เหมือนสะกดจิต) ก็เลยได้ไปวิ่ง 10K ครั้งแรกที่งานศิริราช เดิน-วิ่ง ผสานชุมชน ครั้งที่ 7 ก็เหนื่อยแฮ่กเหมือนกันครับ ระยะทางวิ่งจริง 11.2K  (เวลา 1:17:56 ชั่วโมง pace 6:53 )

Ref : ศิริราช เดิน-วิ่ง ผสานชุมชน ครั้งที่ 7

เหรียญเต็มไปหมดเลย (ผมว่าเหรียญ KOTR 2013 สวยที่สุด)

วิ่ง 21K ให้ได้ (ส.ค.56)

ต่อจากวิ่ง 10K ก็ต้องเป็น 21K (ฮาล์ฟมาราธอน) ครับ ตอนแรกเลยตั้งใจไว้ว่าจะวิ่งฮาล์ฟครั้งแรกในงานกรุงเทพมาราธอน เพราะช่วงนี้ซ้อมวิ่งได้ไกลสุดแค่ 14-15K ครับคิดว่าไม่น่าจะพร้อม แต่พองานวิ่งวันแม่ 12 สิงหา เห็นว่า bib มีพิมพ์ชื่อด้วยประกอบกับเจ้าหน้าที่ไซโคกลับมาทำหน้าที่อีกครั้ง “ฮาล์ฟได้แล้วนะ…bib พิมพ์ชื่อด้วยนะ…” ผมก็เลยลงวิ่งฮาล์ฟแรกงานนี้เลย ซึ่งก็ชนกำแพงตอน 16K ตามคาดครับ เลยต้องเดินเกือบกิโลแล้ววิ่งต่อจนเข้าเส้นชัย (แหนบดุ้งเลยงานนี้) ระยะทาง 21K (เวลา 2:29:03 ชั่วโมง pace 7:05 )

Ref : 12 August Half Marathon Bangkok 2013

bib เต็มไปหมดเลย (แต่ไม่ได้วิ่งสองงานครับคืองานสิงห์กับงานวิ่งสู่ชีวิตใหม่)

วิ่ง 5K ให้ได้เวลาต่ำกว่า 30 นาทีและ 10K ให้ได้เวลาต่ำกว่า 1 ชั่วโมง (ก.ย.26 – ต.ค.56)

หลังจากวิ่งฮาล์ฟได้แล้วเป้าหมายต่อไปก็คือมาราธอนครับ แต่คิดไว้แล้วว่าจะวิ่งปี 2557 (หรือหลังจากนั้น) เลยดังนั้นช่วงนี้ก็เลยชอบวิ่งทำ PR ใหม่ไปเรื่อยๆ คือพยายามทำเวลา 5K ให้ได้ต่ำกว่า 30 นาทีและ 10K ให้ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง ช่วงแรกก็ทำไม่ได้หรอกครับเหนื่อยแฮ่กซะก่อน

แต่พอได้ศึกษาและฝึกฝนการวิ่งแบบเท้าเปล่า (barefoot/natural running) ก็ทำให้ posture ตอนวิ่งดีขึ้นแล้วก็เลยทำเวลาได้ดีขึ้นด้วยครับ ซึ่งตอนนี้ก็ทำได้ทั้งคู่ล่ะทั้ง 5K และ 10K เป้าหมาย PR ต่อไปก็คงจะเป็น 21K ให้ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง (ซึ่งน่าจะอีกนานกว่าจะทำได้ -“-)

Ref : Barefoot Yoshi’s Natural Run Clinic ตอน 1 , ตอน 2 , ตอน 3 , เรื่องเล่าวิ่งเท้าเปล่า ตอน 1 , ตอน 2 , ตอน 3

ระยะทางสะสมปีนี้จริงๆ ได้ประมาณ 900K ครับ

เป้าหมายการวิ่งของปี 2557

จากประสบการณ์ที่ได้รับมา 1 ปีนี้เป้าหมายปีหน้าผมมีแค่ 2 อย่างเท่านั้นครับ คือ วิ่งโดยไม่บาดเจ็บ (injury-free running) และ วิ่งมาราธอนแรกในปีนี้ ครับ โดยผมจะเน้นเรื่องไม่บาดเจ็บเป็นอย่างแรก เพราะช่วงที่บ้าวิ่งทำ PR ผมจะบาดเจ็บค่อนข้างบ่อย (ประกอบส่วนใหญ่จะวิ่งแบบตามใจฉันไม่ได้มีตารางซ้อมแบบเป็นเรื่องเป็นราวด้วย) ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เกิดได้บ่อยกับนักวิ่งหน้าใหม่ที่พื้นฐานยังไม่แน่นครับ เพราะเวลาวิ่งเร็วจนเริ่มเหนื่อยมาก ฟอร์มการวิ่งเราจะเริ่มเพี้ยนไปไม่เป๊ะแบบตอนวิ่งช้า ซึ่งก็จะทำให้มีโอกาสที่จะบาดเจ็บได้ง่ายครับ T_T

ผมคิดว่ามันไม่คุ้มกับการที่ต้องบาดเจ็บเลยครับ เพราะยังไงผมก็ไม่ใช่นักวิ่งแถวหน้าอยู่แล้ว เวลาวิ่งก็แค่แข่งขันกับตัวเอง ในขณะที่ผมต้องพักเพราะบาดเจ็บเพื่อนๆ ที่วิ่งช้ากว่าผม ก็ออกไปวิ่งกันได้ทุกวี่ทุกวัน ช่างเป็นสิ่งที่ทำร้ายจิตใจผมยิ่งนัก ถ้าปีที่ผ่านมาผมไม่บาดเจ็บก็น่าจะมีระยะทางสะสม 1,000K เท่ากับเพื่อนครับ -“- ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนักวิ่งหลายท่านถึงมาเน้นเรื่องการวิ่งอย่างยั่งยืน วิ่งโดยไม่บาดเจ็บเป็นเรื่องสำคัญ

ในปีนี้ผมจะวิ่งตั้งแต่พื้นฐานใหม่เลย จากที่เคยคุยกับคุณตูนเพจวิ่งตีนเปล่า คุณตูนแนะนำเรื่องปิรามิดการวิ่ง(ที่ ดร.พิชิตบอกกับคุณตูนมาอีกที) คือในการวิ่งเราควรให้ความสำคัญกับฟอร์มการวิ่งก่อน เมื่อฟอร์มเราดีแล้วค่อยมาเพิ่มระยะทางให้ไกลขึ้น เมื่อวิ่งได้ระยะทางที่ต้องการแล้วก็มาซ้อมความเร็ว

ฟอร์มการวิ่ง > ระยะทาง > ความเร็ว

สำหรับมาราธอนที่กะว่าจะวิ่งในปีนี้ก็คงจะหาตารางซ้อมที่เป็นเรื่องเป็นราวมาฝึกครับ แล้วก็คงจะไม่หักโหมแบบปีที่ผ่านมา รายการวิ่งก็คงจะไม่ได้ไปบ่อยๆ เหมือนปีก่อนครับ คงจะเน้นวิ่งซ้อมกับเพื่อนๆ มากกว่า แล้วก็จะฝึก barefoot ให้ชำนาญมากขึ้นครับ

สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณชุน , พี่โน็ต , อุ้ย รวมถึงเพื่อนๆ ท่านอื่นที่เป็น running buddy มาซ้อมวิ่งกับผมบ่อยๆ นะครับและก็ต้องขอขอบคุณแฟนเพจทุกท่านที่สนใจติดตามอ่านบล็อกวิ่งเรื่อยเปื่อยบล็อกนี้ครับ ก็หวังว่าในปีนี้ก็จะยังคงติดตามกันเหมือนเดิมนะครับ สวัสดีครับ 🙂

Tagged with: , , ,
6 comments on “YEAR ONE RUN – 1 ปีผ่านไป
  1. Hua Kanchana says:

    สู้ ๆ จ้า

  2. ss says:

    ของผมดันทำเป็นปิรามิดกลับหัวอยู่อะครับ เสียใจที่ตัวเองหัดวิ่งแบบไม่มีหลักการอะไรเลย เริ่มมาก็อัดspeed แล้วค่อยเพิ่มระยะแต่ก็ไม่เคยทำ slow long run สำเร็จชอบแต่จะอัดเอา PB เรื่อยๆ ตอนนี้เลยเดี้ยงมา 5-6 เดือนแล้วครับ T-T อยากจะบอกว่าทราบซึ้งกับปิรามิดนี้มากจริงๆๆๆๆๆ
    ยิ่งเห็นคนใกล้ตัวชวนกันไปวิ่งอย่างสนุกสนาน ยิ่งช้ำใจ T-T

    • Tum says:

      ครับ วิ่งได้โดยไม่บาดเจ็บดีที่สุดแล้วครับ ขอให้หายเจ็บกลับมาวิ่งได้ไวๆ นะครับ

  3. Smart Sitti says:

    ติดตามอ่านตลอดครับ ผมเริ่มวิ่ง กุมภา 56 จะวิ่ง full marathon ที่จอมบึงครับ ตามที่ตั้งใจไว้ ว่าวิ่งมาราธอนในปีแรก ^^

'เมนท์ที่นี่จ้า