Chiangmai Marathon 2013

หลังจากกรุงเทพมาราธอน 2013 ผมก็ไม่ได้ลงวิ่งรายการไหนเลยครับ เนื่องจากบาดเจ็บที่หลังเท้าโดยหลังจากไปพบแพทย์แล้วผมก็ทานยากับพักเรื่องการวิ่งไปประมาณเดือนกว่าๆ เพราะว่าจะเตรียมตัวให้พร้อมที่สุดเพื่อไป เชียงใหม่มาราธอน 2013 งานนี้เรียกว่าตั้งเป้าจะวิ่งไว้ล่วงหน้าค่อนข้างนานเลยเพราะเพื่อนอยู่ที่เชียงใหม่(คุณหมอกัม)เริ่มกลับมาวิ่งอีกครั้ง ก็เลยนัดกันว่าจะไปวิ่งกันงานนี้กันให้ได้

แต่จะว่าไปงานนี้กลุ่มที่ไปก็ไม่เชิงว่าเป็นทีม Onnut Runners ครับ เพราะที่นัดกันตอนแรกจะเป็นกลุ่มเพื่อนสมัยมัธยมซึ่งมีกรุ๊ปใน LINE ชื่อ หมี**** (ชื่อทะลึ่งนิดหน่อยอย่าไปรู้เลยครับ) แต่มีคนที่สนใจเรื่องการวิ่งอยู่แค่ 3 คนก็เลยมีกลุ่มย่อยชื่อ หมีมาราธอน ตอนแรกแอดมินชุนกับพี่โน็ตจะไปวิ่งงานนี้ด้วย แต่หลังกรุงเทพมาราธอนพี่โน็ตได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้าตอนซ้อมวิ่งก็เลยไม่ไปครับ (ผมคิดว่าน่าจะเป็นกฎแห่งกรรมครับเพราะพี่โน็ตชอบล้อผมที่บาดเจ็บบ่อย คราวนี้เลยเจ็บเองยาวเลย อิอิ)

อย่างไรก็ตามงานนี้ก็ยังมี Onnut Runners ไปด้วยอีก 2 คนครับคืออุ้ยกับเฟียส ก็รวมเป็น 5 คน สมัครออนไลน์และจองโรงแรมเรียบร้อย ก่อนวันงานประมาณ 2-3 วันหมอกัมโทรมาด้วยอารมณ์มาคุขั้นสูงสุดบอกว่าต้องมาราชการที่กรุงเทพฯ 1 สัปดาห์อดวิ่งแน่นอน (ท่าทางจะหงุดหงิดมากเพราะซ้อมมาตลอด 2 เดือนเพื่อจะวิ่ง 10K งานนี้) สรุปงานนี้ก็เลยเหลือกันแค่ 4 คนครับ -“-

งานนี้ไปกันแค่ 4 คน

แวะพักที่กำแพงเพชร

วางแผนกันว่าจะออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ตอนบ่ายวันศุกร์ครับ(ขับรถไป) แต่ผมดันทำงานไม่เสร็จสุดท้ายก็เลยได้ออกจากกรุงเทพฯ ตอนเกือบ 1 ทุ่ม กว่าจะถึงเชียงใหม่ก็เกือบตี 4 ครับ พอไปถึงปุ๊บก็จำศีลกันเลยทันที พอตื่นมาก็ทานมื้อเที่ยงแล้วออกไปรับ bib ทีประตูท่าแพซึ่งเป็นจุดปล่อยตัว เรื่องอากาศนี่ไม่ต้องพูดถึงครับตอนแวะพักรถกลางทางที่กำแพงเพชรตอนดึกๆ นี่ 17 องศา มาอยู่เชียงใหม่ตอนเช้ามืด 12-14 องศากันเลยทีเดียวหนาวจริงอะไรจริงครับ

รับ bib ที่ประตูท่าแพ

คนไม่ค่อยเยอะมาก

พอรับ bib เสร็จอุ้ยบอกว่าวันนี้เป็นวันก่อนวิ่งเราควรผ่อนคลาย ก็เลยพากันไปแช่น้ำพุร้อนที่สันกำแพงครับ ก่อนไปก็แวะซื้อไก่ย่างไปนั่งกินด้วย ถ้านั่งใกล้ๆ น้ำพุร้อนน้ำก็จะร้อนหน่อยห่างออกมาก็จะอุ่นขึ้น แช่แล้วสบายเท้าดีครับนะครับ เหมือนได้ประคบร้อนก่อนวิ่ง ^^ พอตกเย็นก็กลับที่พักครับ โรงแรมที่หมอกัมจองไว้อยู่ใกล้จุดปล่อยตัวครับห่างแค่ประมาณ 800 เมตร ไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินทางตอนเช้า

น้ำพุร้อนสันกำแพง

แช่แล้วสบายเท้าดีครับ

มาวิ่งงานนี้ผมไม่ได้มีเป้าหมายเรื่องเวลาหรือ PR อะไรเลยครับ แค่คิดว่าวิ่งให้ครบระยะทางก็พอเพราะว่าอาการบาดเจ็บที่หลังเท้ายังไม่หายดี (ความสมบูรณ์ของสุขภาพเท้าซ้ายคิดว่าประมาณ 85-90%) นอกจากเรื่องอาการบาดเจ็บแล้วอีกเรื่องที่เป็นกังวลคือเรื่องความฟิตครับ เพราะไม่ได้ซ้อมวิ่งจริงจังเลยเดือนกว่าๆ (มีจ็อกเบาๆ แค่สองครั้งระยะทาง 3-5K) ความฟิตตกแน่นอนครับ ก็เลยวางแผนไว้ว่าจะวิ่งไปเรื่อยๆ โดยไม่เร่งความเร็วมากถ้าเกิดเจ็บที่เก่าขึ้นมาก็คง DNF ไปเลยครับ

แผนการวิ่งที่คิดไว้คร่าวๆ แบบมั่วๆ เอาก็คือประมาณไว้ว่าจะวิ่งตามหัวใจครับ (Heart Rate) เพราะว่าหยุดซ้อมไปนานถ้าวิ่งคุม pace แบบที่เคยทำเกรงว่าจะวิ่งไม่ถึงเส้นชัย เพราะไม่รู้ว่าตอนนี้ร่างกายฟิตขนาดไหน ที่คิดเอาไว้คือระยะทาง 21K ผมจะแบ่งออกเป็น 3 ช่วง 8K – 8K – 5K

  • ช่วง 8K แรก (Start-8K) จะวิ่งให้หัวใจเต้นอยู่ใน Zone 3 คือประมาณ 145 bpm
  • ช่วง 8K ถัดมา (9K-16K) จะวิ่งให้หัวใจเต้นไม่เกิน Zone 4 คือประมาณ 155 bpm (สภาพร่างกายตอนนี้คิดว่าระยะ 16K น่าจะวิ่งได้แน่นอน)
  • ช่วง 5K สุดท้าย (16K-21K) ถ้าไม่ DNF ไปซะก่อนก็จะวิ่งเร่งขึ้นอีกคือให้หัวใจเต้นอยู่ระหว่าง Zone 4-5 แต่ว่าให้ไม่เกิน 165 bpm

โดยระหว่างวิ่งผมจะพยายามวิ่งให้ช้าแล้วเน้นเรื่อง form การวิ่งเป็นหลักครับ โดยเฉพาะเรื่องการลงเท้าให้เบา งานนี้ก็เลยคิดว่าจะใส่ VFF Seeya เพราะพื้นบางๆ นี่ช่วยให้รับรู้สัมผัสที่พื้นได้ดีกว่ารองเท้าที่มี cushion จะได้รู้ตัวว่าตอนนี้ลงเท้าเบาอยู่หรือเริ่มจะลงเท้าหนักเกินไปแล้ว

ถุงมือไม่ได้ใส่เพราะลืมไว้ที่โรงแรม T_T

วันงานก็ตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อเตรียมตัวไปวิ่ง ปกติผมจะอาบน้ำก่อนไปวิ่งทุกครั้งครับไม่ว่างานไหน แต่งานนี้ขอไว้สักงานมันหนาวจริงๆ T_T เตรียมตัวเสร็จก็ไปรวมพลกันที่ล็อบบี้โรงแรมแล้วก็วิ่งจ้อกไปที่จุดปล่อยตัวถือเป็นการวอร์มอัพไปในตัว แต่จะว่าไปงานนี้ผมพลาดเรื่องเครื่องแต่งกายไปหน่อยเพราะเอา CW-X ขา 6 ส่วนมาแต่ดันลืมเอา Nike Pro แขนยาวมาด้วย เลยต้องใส่แขนกุดวิ่งครับตอนวิ่งมันหนาวจริงๆ

นักวิ่งแถวหน้ารอปล่อยตัว(ฮาล์ฟมาราธอน)

ไปถึงจุดปล่อยตัวประมาณ 4:45 น. นักวิ่งที่ลงวิ่งระยะฮาล์ฟเริ่มตั้งแถวกันแล้ว ผมกับอุ้ยก็ไปยืดเหยียดอยู่ตรงท้ายแถว เริ่มสังเกตเห็นว่าผมวอร์มอัพมาจะ 20 นาทีแล้วแต่เหงื่อไม่ออกเลยครับ อุณหภูมิตอนผมปล่อยตัวประมาณ 12 องศา หนาวหน้าแห้งปากแห้งไปหมดเลย ยืดได้สักพักก็ถึงเวลาปล่อยตัวนักวิ่งครับ ก็วิ่งตามๆ เค้าไปอยู่ท้ายๆ แถว

เป็นนักวิ่งแนวหลังก็มาต่อท้ายแถวครับ

กม. 1 – 8

ออกวิ่งปุ๊บผมก็วิ่งช้าๆ ท้ายขบวนไปกับอุ้ย ตอนวิ่งนี่มันหนาวมากเลยครับ -“- จากประตูท่าแพเลียบคูเมืองไปตามถนนมูลเมืองแล้วเลี้ยวเข้าถนนศรีภูมิพอได้ 2K ก็กลับตัววิ่งเลียบคูเมืองย้อนกลับไปที่จุดปล่อยตัว เจอเฟียสกับเบียร์มายืนดักรอถ่ายรูปอยู่ จากนั้นก็วิ่งไปตามทางรอบคูเมืองไปเรื่อยๆ คุม HR ได้ตามแผนครับที่ HR 145 bpm วิ่ง pace ประมาณ 7:30-8:00

ผมดื่มน้ำที่จุดให้น้ำแบบที่เคยทำตามปกติคือดื่มน้ำจุดละครึ่งแก้ว แต่ก็เริ่มมีปัญหาเกิดขึ้นเนื่องจากผมไม่เคยวิ่งอากาศหนาวแบบนี้มาก่อน แล้วการที่ผมวิ่งช้าๆ ในขณะที่อากาศหนาวแบบนี้ทำให้เหงื่อแทบจะไม่ออกเลยครับ พอช่วงกิโลที่ 5 ท่าไม่ค่อยดีเริ่มปวดฉี่ครับ ย้อนคิดไปถึงประสบการณ์จากตอนวิ่ง KOTR 2013 ว่าเวลาวิ่งตอนปวดฉี่นี่มันนรกมากๆ พอประมาณกิโลที่ 6 เห็นปั้มน้ำมันผมก็บอกอุ้ยให้ล่วงหน้าไปเลยแล้วก็วิ่งเข้าปั้มไปเข้าห้องน้ำทันทีครับ

วิ่งกลับตัวแล้ววนกลับมาที่ประตูท่าแพ

ออกจากปั้มมาก็วิ่งต่อไปเรื่อยๆ จนครบ 8K ตามแผน ตอนนี้ผมอยู่บริเวณถนนสุเทพครับ (เลย รพ.มหาราช มาหน่อย มุ่งหน้าไปถนนวงแหวนรอบนอก) สำรวจร่างกายแล้วโอเคครับ หลังเท้าที่บาดเจ็บอยู่ก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไร ช่วงจุดให้น้ำกิโลที่ 8 ก็ทาน PowerGel ไป 1 ซอง (วางแผนไว้ว่าจะทานตอนกิโล 8 กับกิโล 16) ช่วงถัดไปก็ยกระดับการวิ่งไปที่ Zone 4 ครับ

กม. 9 – 16

ช่วงที่สองนี้ผมขยับมาวิ่ง Zone 4 ความเร็วก็เพิ่มขึ้นมาเป็นประมาณ pace 6:45-7:15 ครับ ช่วงนี้ผมพยายามดื่มน้ำให้น้อยลง แต่ละจุดแค่จิบ 2-3 ครั้งครับ เพราะถึงตอนนี้แล้วเหงื่อผมก็ยังไม่ค่อยออกเลยครับกลัวจะปวดฉี่อีกรอบ จะไม่ดื่มน้ำก็ไม่ได้เพราะวิ่งแล้วคอแห้ง พอวิ่งมาถึงถนนวงแหวนรอบนอกฟ้าก็เริ่มสว่างครับ อากาศยังหนาวเหมือนเดิมตอนนี้เวลาวิ่งก็เริ่มหายใจเป็นควัน(ไอน้ำ)  วิ่งแบบหนาวๆ ไปเรื่อยๆ ก็ไม่ค่อยรู้สึกอะไรเท่าไหร่หรอกครับ มือรู้สึกแค่ว่ามันเย็นแต่พอถึงจุดให้น้ำเท่านั้นแหละ มือที่กำอยู่พอจะเอื้อมไปจับแก้วรู้สึกได้เลยว่ามันชาไปหมด -“-

อากาศหนาวจริงอะไรจริงครับ

ป้ายบอกระยะทางนี่ช่วงแรกก็มีคลาดเคลื่อนบ้างครับ แต่หลังๆ บางป้ายเพี้ยนไป 4-500 เมตรเลยครับ -“- ผมเลยเลิกดูป้ายล่ะดูการ์มินของตัวเองดีกว่า วิ่งไปเรื่อยๆ ก็มาวิ่งทันอุ้ยตอนประมาณกิโลที่ 11 ครับ แล้วก็วิ่งคู่กันไปจนประมาณกิโลที่ 13 สภาพร่างกายผมยังโอเคไม่ได้มีอาการบาดเจ็บอะไรผมก็เลยเร่งความเร็วขึ้นไปอีกนิดประมาณ pace 6:20-6:30 แล้วก็วิ่งแซงอุ้ยขึ้นไปจนถึงจุดกลับตัวที่กิโล 14

กลับตัวแล้วผมก็วิ่งต่อไปโดยคุม HR ไปเรื่อยๆ พอประมาณกิโลที่ 15 มันเริ่มมาอีกแล้วครับ ดื่มน้ำน้อยมากๆ แล้วก็ยังจะปวดฉี่ได้อีก -“- แถวนี้ไม่มีปั้มด้วยครับ แต่พอวิ่งไปเรื่อยๆ เจอกองทรายใหญ่อยู่ข้างทางประมาณเป็นกองทรายก่อสร้างสูงท่วมหัวเลยประมาณ 4-5 กอง ผมก็วิ่งแฉลบเข้าไปหลังกองทรายทันทีครับ -“- พอครบระยะ 16K (8K ที่สอง) ก็หยุดเดินสำรวจร่างกาย หลังเท้าซ้ายเริ่มมีออกอาการมีปวดๆ นิดหน่อยแต่น่องไม่ล้า คิดว่าวันนี้คงวิ่งได้ครบระยะ 21K แน่นอนครับ

กม. 17 – 21(+2)

เหลืออีก 5K ผมกะว่าจะวิ่งเรื่อยๆ ไปอีก 2K แล้วก็อัดเต็มที่อีก 3K เข้าเส้นชัยครับน่าจะไม่มีปัญหาอะไร ตอนนี้เพิ่งนึกได้ว่าลืมทาน PowerGel ตอนกิโลที่ 16 แต่ก็คิดว่าอีกซองน่าจะไม่จำเป็นล่ะเพราะวิ่งไม่ได้เหนื่อยอะไรเท่าไหร่ พอเริ่มเข้ากิโลที่ 18 ผมก็วิ่งเต็มที่เท่าที่จะทำได้ ก็เร็วประมาณ pace 5:50-6:10 ครับ เลี้ยวซ้ายกลับเข้ามาถนนสุเทพ ตอนนี้เริ่มรู้สึกปวดตึงๆ ที่ ITB ครับทั้งสองข้างเลยแต่ไม่มาก ก็วิ่งไปได้จนครบ 21K ครับ

พอวิ่งครบระยะฮาล์ฟแล้วผมก็มองดูถนนที่ทอดยาวต่อไปคิดว่าน่าจะมีของแถมแหงๆ แต่ไม่รู้ว่าจะแถมเท่าไหร่ผมก็เลยเริ่มวิ่งสลับเดินครับคิดว่าเป็นการคูลดาวน์ เพราะยังไงวันนี้ก็วิ่งครบระยะฮาล์ฟแล้วก็ถือว่าทำสำเร็จตามแผนแล้วครับ วิ่งๆ เดินๆ เลียบคูเมืองไปตามถนนช้างหล่อ จนกระทั่งเข้าเส้นชัยก็ดูการ์มินแล้วพบว่าวิ่งไป 23.19K ครับ งานนี้ใจดีจังแถมให้ 2K กันเลยทีเดียว – -‘

เส้นทางวิ่งจาก Nike+

บริเวณเส้นชัย

ตอนเข้าเส้นชัยก็มีอาการแหนบดุ้งแต่ไม่มากครับ มีปวดหลังเท้าที่เดิมแล้วก็ตึงๆ ที่ ITB ทั้งสองข้างครับ รับเหรียญเหรียญที่ระลึกแล้วก็รับกล่องยังชีพเป็นเบอร์เกอร์แม็คกับผลไม้ จากนั้นก็ไปนั่งรวมพลทานกันที่ประตูท่าแพครับ

วิ่งงานนี้ไม่เหนื่อยมากเพราะวิ่งผมช้าๆ อาการปวดตึงที่ ITB ก็น่าจะเกิดมาจากหยุดวิ่งไปนานครับก็เลยประมาณว่าขาดความฟิต (แต่หลังวิ่ง 2-3 วันก็หายครับทั้งที่หลังเท้าและ ITB) โดยรวมแล้วก็ถือว่าทำได้ดีกว่าที่คิดไว้ครับ(เพราะวิ่งได้ครบระยะฮาล์ฟและไม่บาดเจ็บเพิ่ม) แถมได้ PR ฮาล์ฟใหม่เฉยเลยครับ (ดีกว่าคราวก่อน 1 วินาที ^^’)

เหรียญที่ระลึก

กล่องยังชีพงานนี้ (สำหรับนักวิ่งฮาล์ฟ)

หลังทานอาหารเสร็จตอนแรกผมคิดว่าจะอยู่รอเจอทีมรองเท้าหาย Barefoot Running ที่เส้นชัย แต่ว่าอากาศมันหนาวเหลือเกินครับก็เลยต้องหลบลี้กลับโรงแรมไปก่อน โดยรวมงานนี้ถือเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับผมเลยครับ ไม่เคยวิ่งอากาศหนาวขนาดนี้มาก่อน เส้นทางวิ่งเป็นทางราบตลอดเส้นทางวิ่งสบายและอากาศดีครับ ถ้ามีโอกาสน่าจะมาลองวิ่งกันดูนะครับ ในปีหน้าถ้าไม่ติดอะไรผมก็คงจะมาอีกครับ(และจะเอาเสื้อวิ่งแขนยาวมาด้วยแน่นอน) สุดท้ายนี้ก็ใกล้จะปีใหม่แล้วนะครับ ผมขอให้ทุกท่านมีความสุข,แข็งแรง,สุขภาพดีกันทุกคนนะครับ สวัสดีปีใหม่ครับ ^^

บรรยากาศที่เส้นชัย

ถ่ายรูปหมู่ตามธรรมเนียม

ข้อดี
– อากาศดี(แต่หนาวไปหน่อย)
– ทางวิ่งเป็นพื้นราบตลอดวิ่งสบาย
– น้ำดื่มให้บริการอย่างเพียงพอ

ข้อเสีย
– ป้ายบอกระยะทางไม่ตรง(มาก)
– ฮาล์ฟมาราธอนมีระยะแถมอีก 2K
– ห้องน้ำเคลื่อนที่มีแต่ที่จุดปล่อยตัว (ระหว่างทางต้องเข้าปั้มน้ำมัน)

Tagged with: , , , , ,

'เมนท์ที่นี่จ้า