Bangkok Marathon 2013

พบกับประสบการณ์มาราธอนครั้งแรกของชุน Onnut Runners คนแรกที่ลงวิ่งในระยะมาราธอน 42.195 กม.

หลังจากเริ่มวิ่งมาได้ประมาณ 1 ปีครึ่ง ผ่านการวิ่งระยะฮาล์ฟมาราธอนมา 2 ครั้ง (พัทยามาราธอน 2013 และ 12 สิงหาฮาล์ฟมาราธอน) รายการใหญ่ถัดไปคือ “กรุงเทพมาราธอน 2013” ตอนแรกเลยผมคิดว่าลงฮาล์ฟอีกครั้งดีกว่า เพราะว่า 2 ครั้งที่ผ่านมาเข้าเส้นชัยแบบสะบักสะบอมใช้ได้เลย คิดๆ อยู่เหมือนกันว่าจะวิ่งมาราธอนไหวเหรอระยะเพิ่มอีกตั้งเท่าตัว แต่สุดท้าย(เพื่อนยุ)ก็ตัดสินใจเอาวะ full ก็ full ซ้อมดีๆ หน่อยระยะมาราธอน 42.195 กม. คงไม่เกินความพยายาม(มั้ง ^_^)

มาราธอนแรกของผมเองครับ

หลังจากสมัครเสร็จแล้วก็เหลือเวลาอีก 2 เดือนจะถึงวันแข่ง(เท่ากับมีเวลาให้ซ้อม 7 สัปดาห์) ผมเลยคิดว่าจะซ้อมระยะวิ่งยาวสัปดาห์ละครั้ง ตามแผนการซ้อมในเว็บไซท์กรุงเทพมาราธอน  [backup link] แต่ผมจะเริ่มสัปดาห์ที่ 10 เลยเพราะว่ามีเวลาซ้อมไม่ทันแล้ว จะเรียกว่าเร่งซ้อมก็ได้ครับ

แต่จะว่าไปแล้วคนอื่นๆ ในก๊วนเดียวกันก็เร่งซ้อมกันแทบทุกคนครับ ไม่ว่าจะเป็นอุ้ย พี่โน็ต รวมไปถึงแอดมินตั้มที่วางแผนว่าจะทำเวลาฮาล์ฟให้ได้ไม่เกิน 2:15 ชม. ก็เลยโหมซ้อมเยอะเกินไป สุดท้ายก่อนวันงาน 1 สัปดาห์ได้รับบาดเจ็บที่เท้าจนเท้าบวม งานก็เลยอดวิ่งฮาล์ฟเลยครับไปลงวิ่ง 10K (แบบยังไม่หายดี)ช่วยลากบอนเพื่อนอีกคนที่วิ่ง 10K ครั้งแรกแทน เรื่องการซ้อมนี้เราควรดูพื้นฐานความแข็งแรงของร่างกายและเรื่องการพักฟื้นร่างกายให้ดีด้วยนะครับ มากเกินไปจากดีก็จะกลายเป็นร้ายเอาได้ครับ

แอดมินตั้มเจ็บหนักจริงครับถึงมือหมอเลยทีเดียว

งานนี้ก็เลย..อดทำ PR ฮาล์ฟไปล่ะครับแอดมินตั้ม รองานหน้าล่ะกันนะ 🙂

กลับมาเรื่องการซ้อมของผมครับ เอาเข้าจริงแล้วผมแทบทำตามแผนไม่ได้เลย วิ่ง 5-10K ก็อยากหยุดแล้วทุกที เพราะว่าส่วนใหญ่ซ้อมคนเดียวด้วย T_T เลยกลายเป็นว่าวิ่งยาวสุดได้แค่ 25K ก่อนแข่ง 3 สัปดาห์ และมีความรู้สึกว่ารองเท้า Nike Free คู่ใจเริ่มเสื่อมสภาพแล้ว ผมใช้รองเท้าคู่นี้คู่เดียววิ่งมาตลอด 1 ปีครึ่งรวมระยะทางประมาณ 600K รู้สึกพื้นมันยุบตัวและเอียงเป็นรูปเท้าเลย ทำให้รู้สึกว่าวิ่งแล้วต้องจิกเท้า ทำให้เจ็บเท้าและไม่ถนัด(จริงๆ แล้วผมมี VFF Seeya มาสลับซ้อมบ้าง แต่ว่ายังวิ่งยาวมากไม่ได้ พลังน่องยังใส่ VFF ได้อย่างมากแค่ 5K) 2 สัปดาห์ก่อนแข่งเลยวุ่นกับการหารองเท้าคู่ใหม่ด้วยความกังวลนิดๆ ว่าเปลี่ยนม้าใกล้ศึกแบบนี้จะดีเปล่า

ฝึกน่องด้วย VFF Seeya

ผมเป็นคนหารองเท้ายากพอสมควรเพราะว่าหน้าเท้ากว้าง ไปดูและลองใส่รองเท้าเยอะพอสมควรแต่ด้วยความล่ก ก็เลยใจเร็วไปได้ Asics Tarther Zeal (รุ่น Zeal คือ สำหรับคนเท้ากว้างแต่ก็ยังแคบไปสำหรับเท้าผมแฮะ) มา 1 สัปดาห์ก่อนแข่ง ซึ่งมันก็เบาดีครับแต่ว่าเราวิ่งลง midfoot นี่หว่า ไปซื้อรองเท้าส้นหนา midfoot เว้าขึ้นมาทำไมหว่า

ตอนลองในร้านก็ใช้ได้แต่เอามาซ้อมวิ่งแล้วไม่ถนัดเลย เพราะส้นหนาไม่อยากให้ส้นกระแทกแรงก็ต้องเขย่งๆ วิ่งลง forefoot แถมที่ outsole ตรงกลางเท้ายังมี shank อีกเลยไม่ค่อยจะ flexible สักเท่าไหร่ แต่หลังจากซ้อมไป 3 ครั้ง 17K แล้วลองไปใส่รองเท้าคู่เก่าอีกครั้ง ก็ยิ่งรู้สึกว่ามันยุบ+เอียงเยอะไม่ควรจะเอามาใส่วิ่งแล้ว สุดท้ายก็ใส่คู่ใหม่ส้นหนานี่แหละไปวิ่ง”มาราธอนแรกของฉัน” T_T

Asics Tarther Zeal

วันศุกร์ที่ 15 พ.ย. เพื่อนๆ ก็มอบหมายให้บอนผู้ที่จะวิ่ง 10K ครั้งแรกงานนี้ เป็นผู้ไปรับ bib กับ race pack ที่สโมรทหารบก(เทเวศน์)ครับ จากคำบอกเล่าของบอนพอเข้าไปก็จะมีบอร์ดติดชื่อนักวิ่งตามระยะที่สมัครให้ตรวจสอบ แล้วก็เข้าแถวรับ bib ตามช่องแล้วก็ต้องไปต่อแถวอีกรอบเพื่อเสื้ออีกช่องครับ คนค่อนข้างเยอะครับแต่บอนบอกว่าการจัดการไม่ค่อยดี bib กองไม่เป็นระเบียบทำให้หานาน บอนวนเวียนอยู่ 2 ชั่วโมงกว่าจะเสร็จ(รวมรับแทนเพื่อนทั้งหมด 12 คน) แถมระยะ fun run ยัง bib หมดอีกครับเจ้าหน้าที่บอกว่าให้มารับวันพรุ่งนี้ แหม…ใครจะว่างได้ทุกวันล่ะครับ… งานวิ่งที่เรียกได้ว่าใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของไทย และเป็น 1 ใน 3 งานวิ่งของไทยที่ AIMS (Association of International Marathon and Road Race) รับรอง น่าจะมีการจัดการที่ดีกว่านี้นะครับ

เพื่อนผมที่วิ่ง fun run ก็เลยวิ่งแบบไม่มี bib เพราะวันเสาร์ไม่มีใครว่างมารับแทน(ซึ่งทำให้ในวันงานไม่ได้รับอาหารหลังวิ่งด้วยครับเพราะเจ้าหน้าที่บอกว่าไม่มี bib) 🙁 งานสมัครล่วงหน้ากันเป็นเดือนไม่น่ามีปัญหาแบบนี้ครับ งานนี้จะได้รับเหรียญที่ระลึกพร้อม bib เลยครับ เข้าใจว่าเป็นการตัดปัญหาความยุ่งยากที่ต้องแจกเหรียญหลังวิ่ง แต่นักวิ่งหลายท่านก็ไม่ค่อยชอบแบบนี้ครับ

วันรับ bib ที่สโมสรทหารบก

bib ที่กองบนโต๊ะ

ช่วงคืนวันศุกร์มีปาร์ตี้ 2 งาน ตอนเย็นนัดเจอเพื่อนมัธยมพยายามดื่มให้น้อยที่สุด แต่พนักงานเสิร์ฟบริการดีจริงๆ ไม่ปล่อยให้แก้วว่างเลย เสร็จเที่ยงคืนก็ไปรับ bib+chip ที่บ้านพี่โน๊ต ซึ่ง Onnut Runners เค้าฉลองกันอยู่เหมือนกันคิดว่าจะอยู่แค่แป๊บเดียว แต่เวลาเดินเร็วเหลือเกินเลยเลิกดึกไปหน่อย ได้นอนราวตี 5 ยังดีที่ก่อนนอนกินรางจืดไป 2 แคปซูล(พี่โน๊ตเพิ่งซื้อมาฝากใหม่แกะกระปุกเลยของเค้าดีจริงๆ) วันเสาร์ตื่นมา 11 โมงเลยแค่ปวดหัวนิดๆ ไม่แฮงค์มาก พยายามไม่นอนต่อกลัวว่าถ้านอนต่อแล้วตอนเย็นจะนอนไม่หลับ เพราะวางแผนว่าเย็นนี้ จะนอน 6 โมงเย็นตื่นซัก 5 ทุ่ม ออกจากบ้านเที่ยงคืน ถึงจุดปล่อยตัว ตี 1, ปล่อยตัว ตี 2 (วางแผนไว้ดีมาก)

แต่พอเอาเข้าจริงๆ ตื่นมาทำงานก๊อกๆ แก๊กๆ แล้วบ่าย 3 พาหลานๆ ไปกินข้าว+เล่นของเล่นที่ Mega Bangna กว่าจะกลับถึงบ้านก็ทุ่มกว่าๆ แล้ว ง่วงนิดๆ แล้วด้วยก็จะนอนเลย ก่อนจะนอนก็เอาอุปกรณ์มารวมกัน ถ่ายรูปลง facebook (ตามธรรมเนียม) ซะหน่อย ตอนออกจากบ้านจะได้ไม่ลืมอะไร พอจะนอนจริงๆ กลับนอนไม่หลับครับก็เลยเล่น facebook ดู youtube เกี่ยวกับการวิ่งไปเรื่อยๆ จนถึง 4 ทุ่มกว่า คิดว่าไม่พยายามนอนแล้วดีกว่า อาบน้ำแต่งตัว ออกไปหาบะหมี่กิน แล้วไปที่จุดปล่อยตัวเลยดีกว่าน่าจะถึงงานราวๆ เที่ยงคืน

ชุดวิ่งงานนี้ครับ

ได้ฤกษ์ออกจากบ้าน 5 ทุ่ม แต่ก่อนออกจากบ้านติดอยู่อย่างเดียวคือหาเข็มกลัดติด bib ไม่เจอ คิดว่าจะไปขอเจ้าหน้าที่ที่หน้างานเพราะเห็นงานอื่นเค้ามีให้(คิดผิดถนัด) แวะกินบะหมี่หมูแดงแถวบ้าน 1 ชาม เสร็จประมาณ 5 ทุ่มครึ่ง ขับรถอย่างใจเย็นเพราะว่าเวลาเหลือเฟือ เป็นงานแรกที่ไปจุดปล่อยตัวโดยไม่ต้องรีบ 😀 ถึงบริเวณปล่อยตัว ถ.สนามไชย ประมาณเที่ยงคืนนิดๆ คนยังมาน้อย บรรยากาศเงียบๆ น่าจะเป็นเพราะการไว้อาลัยแด่สมเด็จพระสังฆราชด้วยครับ

งานนี้เป็นครั้งแรกที่ผมมาถึงที่งานวิ่งคนเดียวเพราะเพื่อนๆ start ตี 4 กันเกือบหมด เหงานิดๆ เพราะปกติจะมีเพื่อนอยู่ด้วย แต่ไม่เป็นไรครับ ผมก็เริ่มหาเข็มกลัดเดินไปเดินมาพักใหญ่ เจอคุณตูน Bodyslam ด้วย เห็นป้ายคุณตูนลง full แฮะ แอบถ่ายรูปส่งเข้า group LINE กลุ่ม Onnut Runners กลับมาเรื่องเข็มกลัดติด bib ถามเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเจ้าหน้าที่ด้านอื่นๆ กันหมด ก็ชี้ให้ไปถามทางนู้น ไปทางนู้นก็ให้ไปถามทางนี้ 🙁

หาไปหามาจนเกือบตีหนึ่งเริ่มง่วงนิดๆ คิดว่าอยู่รอโชคชะตาแถวนี้ไม่ดีแน่ไปหาซื้อดีกว่า จึงขับรถออกไปหาร้านสะดวกซื้อ ซึ่งแถวๆ นั้นนี่หา 7-11 หรือ Family Mart ยากพอสมควรครับ ขับรถหาเกือบ 10 นาทีถึงเจอ 7-11 เล็กมากๆ แถวแยกพาหุรัด ซึ่งมีเข็มกลัดด้วยดีใจเป็นที่สุด ซึ้งแล้วกับที่เคยอ่านจากเพจครูดิน Sathavorn Running Club ว่าให้ติด bib ออกจากบ้านให้เรียบร้อย ซึ่งทุกทีก็ไม่เคยพลาดดันมาพลาดที่รายการใหญ่ซะงั้น

ซื้อเสร็จแล้วขับรถกลับจะไปจอดที่เดิมแถวริมคลองรอบกรุง ที่ว่างยังเหลือเพียบเลยแต่เจอวัยรุ่นที่ดูแล้วไม่น่าใช่เจ้าหน้าที่ บอกว่าห้ามเข้าให้เข้าได้เฉพาะรถเจ้าหน้าที่เท่านั้น แล้วก็โบกให้ไปจอดอีกที่นึงและขอเก็บ 40 บาท ก็จ่ายฟาดเคราะห์ไป 🙁 แต่ดันไกลจากจุดปล่อยตัวไปอีกพอสมควร ติด bib เสร็จ กิน GU gel 1 ซอง จิบน้ำ เข้าห้องน้ำ แล้วเดินไปถึงจุดปล่อยตัวตอน 01.45 น. นักวิ่งเริ่มมารอที่จุดปล่อยตัวกันเยอะแล้ว รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมานิดนึง 🙂 จุดที่ผมอยู่ถือว่ากลางๆ ไม่ใช่กลุ่มหน้าแต่ก็ไม่ท้ายๆ

แผนการวิ่งของผมวันนี้ คือ

1. วิ่งตามสูตรครูดิน อ.สถาวร จันทร์ผ่อนศรี ครับ

2. เดินก่อนทุกจุดให้น้ำ + กินเจลตามระยะ กม.ที่ 8, 18, 26, 34 (กินก่อนปล่อยตัวไปแล้ว 1 ซอง + พกไปกินระหว่างวิ่ง 4 ซอง)

…ระหว่างรอปล่อยตัวผมยืดเหยียดและวอร์มอัพไม่มากครับ เพราะคิดว่าจะวิ่ง 10K แรกแบบวอร์มอัพอยู่แล้ว

กม.ที่ 1-10
พอเวลา 02.00 น. เริ่มปล่อยตัวนักวิ่งระยะมาราธอน หลังจากปล่อยตัวนักวิ่งค่อยๆ เคลื่อนไปข้างหน้า ผมถึงจุดจับเวลา chip ประมาณ 40 วินาทีให้หลัง นักวิ่งรอบๆ ตัวผมก็ต่างวิ่งช้าๆ เหมือนกัน 1 กิโลเมตรแรก ผมก็วิ่งเกาะกลุ่มไปเรื่อยๆ สบายๆ มีสมาธิดีครับ พอช่วงขึ้นสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า อยู่ๆ ก็รู้สึกเจ็บๆ กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง(hamstring)ขาขวา เจ็บพอสมควรเลยผมก็งงเหมือนกันครับว่าเจ็บได้ไง เพราะไม่เคยเจ็บตรงนี้มาก่อนเลย แอบกลัวว่าจะวิ่งไม่จบซะแล้ว หลังจากลงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าเห็นมีนักวิ่งชายจำนวนหนึ่ง แวะฉี่ข้างทางซะแล้วยังไม่ 2 กม.เลยสงสัยไม่ได้เข้าห้องน้ำก่อนปล่อยตัว 😀

หลังจากขึ้นทางลอยฟ้าบรมราชชนนีแล้ว อาการเจ็บ hamstring ก็ค่อยๆ หายไป ค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย ผมก็เลยปล่อยใจวิ่งสบายๆ วิ่งให้รู้สึกเหนื่อยน้อยที่สุด โดยใช้วิธีหายใจทางจมูกอย่างเดียว นานๆ ดู heart rate ทีนึง เพราะคิดว่า 10 กม. แรกไม่อยากให้ heart rate เกิน 145 bpm ซึ่งก็อยู่ราวๆ นี้ตลอด ตอนถึงจุดให้น้ำไม่ได้หยุดเดินก่อนรับน้ำ แค่หยุดเดินสั้นๆ ช่วงจิบน้ำเพื่อระวังไม่ให้น้ำเปียกรองเท้า (รองเท้าเปียกน้ำนี่เป็นอะไรนี่แย่มากเลยครับ ทั้งหนักและไม่สบายเท้าผมเคยเจอตอนวิ่งฮาล์ฟวันแม่ เกิดจากตัวผมเองเอาน้ำราดศีรษะหลายๆ ครั้งเข็ดเลย) และไม่ให้ดื่มน้ำเยอะเกินไปกลัวว่าจะปวดฉี่น่ะครับ

พอถึงกม.ที่ 8 ก็กินเจลตามแผนครับ 10 กม.แรกผ่านไปด้วยดี เหนื่อยน้อยกว่าที่คิด จุดให้น้ำค่อนข้างตรงระยะทุก 2 กม. แต่บางจุดก็ตรงเกิ๊น เป็นจุดที่ไฟส่องสว่างดับมืดตื๋อเลย ก็ไม่ยอมย้ายที่ไปซัก 50 เมตรน้อ เพราะจุดให้น้ำเป็นจุดที่นักวิ่งบางคนหยุดเดิน บางคนชะลอ บางคนเร่ง อาจชนกันได้ แถมพื้นเปียกน้ำก็จะลื่นด้วย

ขอบคุณภาพจาก shutterrunning.com

กม.ที่ 11-20
ผมวิ่งแบบออมแรงต่อก็รักษา pace 5:40 ไปเรื่อยๆ ให้หัวใจไม่เกิน 150 bpm บอกตรงๆ ว่า ณ จุดนี้ผมก็ยังกลัววิ่งไม่จบเหมือนกันครับ เพราะว่าประสบการณ์การวิ่งฮาล์ฟทั้ง 2 ครั้ง ฝังใจว่าจบ 21 กม. นี่แทบไม่อยากจะเดินต่อเลย แต่ว่าวันนี้อากาศค่อนข้างดีครับ ไม่ร้อนแต่ก็ไม่หนาวมาก วิ่งไปมีเหงื่อนิดๆ ไม่โชก ราวๆ กม. ที่ 14 นักวิ่งแนวหน้า ก็เริ่มสวนกลับมาแล้วครับ มีน้องคริส นักวิ่งเท้าเปล่าอายุ 16 ปี อยู่กลุ่ม 20-30 คนแรกซะด้วย (มาเห็นตอนหลังว่าน้องคริสวิ่งโดยไม่ติดเบอร์ น่าจะเป็นเพราะว่าอายุไม่ถึง 18 ปี แถมตอนออกตัวนี่ออกท้ายๆ ด้วย กม.แรก ต้องวิ่งซิกแซกฝ่า กลุ่มนักวิ่งเยอะเลยเสียแรงตรงนี้ไปเยอะ ตอนเข้าเส้นชัยได้ข่าวว่าเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 3:07 ชม. เทพมาก) กม. 15 ก็สุดทางลอยฟ้าบรมราชชนนี ลงไปวิ่งบนถนน ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี ประมาณ 4 กม. ก็เป็นจุดกลับตัวและ check point แรก ครับ

น้องคริส (ขอบคุณภาพจาก shutterrunning.com)

กม.ที่ 21-30
หลังจากกลับตัวจุดให้น้ำก็เริ่มไม่ค่อยตรงแล้วครับ และที่สำคัญป้ายบอกระยะทางผิดตั้งแต่ กม.ที่ 24 ผิดเป็น กม.ที่ 26 และผิดเรื่อยมาจนถึงข้ามสะพานพระราม 8 ไปแล้ว(ประมาณ กม.ที่ 38) ถึงจะกลับมาถูกต้อง ระหว่างทางมีนักวิ่งชายแวะฉี่ข้างทางกันเรื่อยๆ ทำให้เริ่มสังเกตว่าไม่มีรถสุขาเลยซักจุด นักวิ่งชายไม่เท่าไหร่ครับแต่นักวิ่งหญิงนี่สิลำบากแน่ๆ

ช่วงนี้ยังสามารถวิ่งได้อย่างมีสมาธิและไม่เหนื่อยมาก พยายามรักษา pace ให้อยู่ประมาณเท่าเดิมไปเรื่อยๆ และประมาณ กม.ที่ 29 ก็เป็นจุดกลับตัวของนักวิ่งระยะฮาล์ฟซึ่งเป็นจุด check point ของทั้งนักวิ่งระยะฮาล์ฟและมาราธอน นักวิ่งระยะฮาล์ฟมีเยอะทีเดียว เกือบเต็มถนนเลยทีเดียวทำให้การวิ่งคึกคักอีกครั้ง ผมเลยวิ่งชิดเลนขวาเผื่อเจอ พี่โน๊ต, อุ้ย และ เพื่อน Onnut Runners ที่วิ่งระยะฮาล์ฟจะได้ทักทาย ซึ่งสุดท้ายก็เจออุ้ยเพียงคนเดียว

กม.ที่ 30–35
ซึ่งเริ่มรู้สึกเหนื่อยแล้ว ทำให้ต้องใช้แรงมากกว่าปกติที่จะให้ pace อยู่ที่ราวๆ 5:30 แต่ก็พยายามไม่ฝืนมากให้หัวใจอยู่ที่ไม่เกิน 155 bpm เพราะว่ากลัวที่จะชนกำแพงหรือปีศาจ กม.ที่ 35 แบบในหนัง ด้วยความที่ผมไม่เคยวิ่งเกิน 25 กม. มาก่อน กลัวแบบว่าอยู่ๆ มันก็มาแบบไม่ตั้งตัว แต่ก็ผ่านมาได้แบบสภาพร่างกายยังโอเคก็รู้สึกโล่งเหมือนกันครับ

หน้าเครียดตอนเช้าเส้นชัย 🙁

กม.ที่ 35-42.195
เป็นช่วงที่เลี้ยวซ้ายจากถนนลอยฟ้าเตรียมขึ้นสะพานพระราม 8 ช่วงนี้ ผมไม่ดู heart rate แล้วครับ ปรับหน้าจอไปดูเวลาวิ่ง หรือ activity time (Garmin 210 จะโชว์ distance และ pace ส่วนข้อมูลที่ 3 ต้องเลือกดูระหว่าง heart rate หรือ activity time) เข้า กม.ที่ 35 ก็เห็นว่าเวลาอยู่ที่ 3 ชม. 15 นาที เหลืออีก 7 กม. เศษ ถ้าวิ่งต่ำกว่า 45 นาที ก็จะจบมาราธอนแรกต่ำกว่า 4 ชม. (ก่อนวิ่งหวังไว้ว่าขอแค่วิ่งถึงเส้นชัย หรือถ้าได้เวลา 4:15ชม. ก็หรูแล้ว เพราะว่าอ่อนซ้อมเหลือเกิน) คิดว่าน่าจะทำได้เลยว่าจะวิ่งให้ดีที่สุด แต่ขาก็เร่งไม่ขึ้นเท่าไหร่ แถมช่วงนี้เป็นช่วงที่จุดให้น้ำขาดช่วงพอดี ถ้าผมจำไม่ผิด 4.5-5 กม.เลยทีเดียวกว่าจะเจอจุดให้น้ำถัดไปซึ่งอยู่แยกที่เลี้ยวจากถนนวิสุทธิกษัตริย์ เลี้ยวเข้าถนนประชาธิปไตยแล้ว แต่ผมก็ไม่ถึงกับหิวน้ำมากมายอะไร แต่ก็ต้องหยุดเดินไปช่วงนึงเหมือนกัน เพราะปกติจะหยุดเดินทุก 2 กม.ตอนดื่มน้ำอยู่แล้ว

เส้นทางวิ่งและเวลาจาก Nike+

ช่วง 3 กม.สุดท้ายรู้สึกเหนื่อยอยากหยุดเดินมากๆ แต่ก็วิ่งไปเรื่อยๆ ช่วงนี้ผมไม่ค่อยรู้จักทางเท่าไหร่ ทำให้รู้สึกว่าไกลกว่าปกติทั้งที่มีนาฬิกาบอกระยะทาง แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีแถมระยะหรือเปล่า จนได้ยินเสียงโฆษกที่เส้นชัยและเสียงพิณอีสานของพี่ที่คอยมาเล่นเชียร์ที่เส้นชัยตามงานวิ่งประจำๆ ผมก็เลยรู้ว่าใกล้ถึงเส้นชัยแล้ว ก็เลยฮึดอีกครั้งวิ่งแบบใส่หมดก๊อกเลยตอนถึงเส้นชัยกดหยุดเวลานาฬิกาบอก 3 ชม. 58 นาที 43 วินาที ก็ฟินเลยคิดเล่นๆ ถ้ายาวกว่านี้อีก 250 เมตรนี่คงข้ามไป 4 ชม. 😀 ช่วงเข้าเส้นชัยมัวแต่ห่วงเวลา ลืมสังเกตกล้องเลย ก็เลยไม่ได้ยิ้มให้กล้อง หน้าโคตรเครียดเลย T_T แต่ชินแล้วครับ ถ่ายรูปตอนวิ่งได้จังหวะหน้าเครียดประจำ 🙁

เสื้อผู้พิชิต (finisher) แสนสวย

หลังจากเข้าเส้นชัย ก็ไปรับเสื้อ 42.195 Km. Finisher เนื้อผ้านุ่ม ok ครับ ใครว่าลายไม่ค่อยสวยแต่ผมมันสวยมากๆ เลย อิอิ หลังจากนั้นก็ไปรอเพื่อนๆ Onnut Runners ที่วิ่งฮาล์ฟและมินิมาราธอนที่จุดนัดพบครับ ผมสังเกตตัวเองว่าสภาพร่างกายหลังเข้าเส้นชัยดีกว่าตอนวิ่งจบฮาล์ฟเยอะเลยซึ่งตอนนั้นผมจะเจ็บน่องเพราะเป็นตะคริวและก็เหนื่อยมาก แต่วันนี้วิ่งจบมาราธอนแล้วกลับหายเหนื่อยเร็วและสดชื่นดีครับ ต้องขอบคุณสูตรของครูดินจริงๆ ครับและผมคิดว่าน่าจะมาจากอีก 2 ข้อคือ ผมฝึกวิ่งเท้าเปล่า(แต่ใส่ Vibram Five Fingers) ถึงจะวิ่งได้ไม่ไกลมากประมาณ 5 กม. แต่ว่าซ้อมเสร็จแต่ละครั้งน่องผมก็ตึงและหลังจากหายตึงรู้สึกได้เลยว่าน่องแข็งแรงขึ้น

เหรียญที่ระลึกงานนี้ (เหรียญเล็กเป็นของ fun run ครับ)

อีกข้อนึงคือระหว่างวิ่งผมทานเยอะครับ 555 ผมถามหาเกลือแร่ทุกจุดให้น้ำ(เกลือแร่กับน้ำแก้วสีเหมือนกัน โต๊ะสีเหมือนกัน ไม่มีป้ายบอกเลยต้องถามเอาครับ) ถ้ามีผมก็กินหมด 1 แก้วเลยครับ(แก้วไม่ใหญ่เท่าไหร่และก็ไม่เต็มแก้วด้วย) และผมกิน energy gel ทั้งหมด 5 ซอง วิ่งมาราธอนครั้งนี้ผมใช้พลังงานไปประมาณ 2,800 Kcal ขนาดผมกินเยอะแล้ว ที่กินเข้าไปรวมๆ แล้วน่าจะไม่ถึง 1,200 Kcal เลยครับ ผมว่าตรงที่กินเข้าไปสำคัญสำหรับนักวิ่งมาราธอนมือใหม่ เพราะว่ากล้ามเนื้อเรายังไม่เคยชินกับการวิ่งขนาดนี้ก็คงไม่ได้สะสมพลังงานไว้มากหรือการเบิร์นไขมันมาใช้ก็มีขีดจำกัดมากกว่านักวิ่งผู้มีประสบการณ์ครับ

ถ่ายรูปหมู่ตามธรรมเนียม

สรุปเวลาจากเวบ Championchip Thailand ใช้เวลา 03:58:41ชม. ได้อันดับ 242 Over All และ อันดับ 57 ของกลุ่ม Male 30-39 ครับ สุดท้ายนี้ขอขอบคุณ อ.สถาวร จันทร์ผ่อนศรี พี่ๆ เพื่อนๆ นักวิ่งทุกท่าน ที่สอน+แบ่งปันข้อมูล ประสบการณ์ เทคนิคการวิ่ง สร้างแรงบันดาลใจ และ เพื่อนๆ Onnut Runners ที่ร่วมซ้อมวิ่งด้วยกันและเพื่อนร่วมเส้นทางวิ่งทุกท่านครับ 🙂

Tagged with: , , , , ,
6 comments on “Bangkok Marathon 2013
  1. mc says:

    เป็นบทความที่เขียนดีอ่านแล้วเข้าใจและนึกภาพตามได้
    ขอบคุณครับ

    ความมุ่งมั่นและตั้งใจ นั้นคือสิ่งที่นำพาสู่ความสำเร็จ

  2. ก้าน says:

    อ่านแล้วคึกตามเลยครับ

  3. khunnu says:

    ปีนี้ก็กะว่าจะลงครั้งแรกเหมือนกันค่ะ

    • Tum says:

      ขอให้วิ่งเข้าเส้นชัยโดยไม่บาดเจ็บและได้เวลาตามที่วางแผนไว้นะครับ 🙂

  4. realcoming@hotmail.com says:

    เพิ่งเริ่มเข้าวงการวิ่ง…ฝากเนื้อฝากตัว..ขอคำแนะนำด้วยนะคะ

1 Pings/Trackbacks for "Bangkok Marathon 2013"
  1. […] อ.สถาวร จันทร์ผ่อนศรีแบบที่แอดมินชุนทำตอนวิ่งมาราธอนแรก […]

'เมนท์ที่นี่จ้า